วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

Wait for Love รอเพื่อรัก : YunJae (end)







            
            “โอ้ย!....

            ร่างบางร้องเสียงหลงหลังถูกโยนลงบนโซฟาตัวเขื่องสีฟ้าที่ตั้งเด่นอยู่เพียงตัวเดียวในห้องรับแขกของยุนโฮกับทีวีจอใหญ่ขนาดที่บ้านตัวเองยังไม่มีเลยตรงผนัง ดูๆ แล้วมันออกจะโล่งไปซักนิด แต่ถ้าเทียบกับเจ้าของห้องแล้วมันคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะเจ้าตัวก็ออกจะไม่ค่อยสนใจอะไรจนเหมือนว่าในหัวสมองนั้นก็คงไม่ได้คิดอะไรด้วย ถึงได้ชอบใช้กำลังแบบนี้กับคนที่อ่อนแอกว่า

            โยนผมทำไมฮะ!? มันเจ็บนะ.... โซฟาบ้านคุณใช่จะนุ่มขนาดที่กระแทกแล้วเด้งดึ๋งได้ซะที่ไหนกัน ร่างบางว่าพลางใช้สายตามองค้อนยุนโฮที่กำลังมองมาที่ตัวเองด้วยแววตาเฉยชา ดวงตาสีรัตติกาลนั้นเอาแต่จ้องมาที่ร่างบางราวกับอยากจะบดขยี้ร่ากายนี้ให้แตกสลายไปด้วยมือของตัวเอง จนร่างบางแทบจะพูดต่อไม่ออก แต่กระนั้นปากบางก็ยังคงขยับไปตามที่สมองคิดและตามสัญชาตญาณเมื่อเจอเหตุการณ์ที่กดดันแบบนี้

ทำลายมันลงด้วยคำพูด.....


            คุณไม่คิดจะพูดอะไรรึไง? ทำผมเจ็บแล้วขอโทษซักคำก็ไม่มี แล้วยังลากผมมาที่บ้านคุณอีกมันอะไรกัน คุณมีอะไรกับผมกันแน่หัวหน้าชอง ผมมันหน้าหมั่นไส้ ขัดหูขัดตาคุณมากขนาดนั้นเลยรึไง คุณเกลียดผมขนาดนั้นเลยอย่างนั้นสิ

            ใช่! นายมันหน้าหมั่นไส้ นายมันขัดหูขัดตาฉันตั้งแต่แรกที่ฉันเจอนายจริงๆ นั้นแหละ แจจุง..... ร่างสูงตวาดกลับทันควันก่อนค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาร่างบางที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟา แจจุงมองท่าทีนั้นอย่างไม่ไว้ใจ

คิดจะทำอะไรอีก จะแกล้งฉันอีกใช่ไหม? แค่นี่ยังไม่สะใจนายงั้นสิ

            ทำไมแจจุง..... ทำไมนายทำเหมือนกับว่าเราไม่เคยรู้จักกัน ทำเหมือนกับว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันเลยทั้งๆ ที่เราก็เป็น เพื่อน กัน หรือนาย...... ไม่เห็นฉันเป็นเพื่อนแล้ว นายไม่เคยคิดว่าฉันเป็นเพื่อนนายเลยใช่ไหม?”

ร่างสูงของยุนโฮค่อยๆ นั่งลงข้างร่างบางพลางตวาดถามเสียงเข้ม มือหนากดแรงที่ไหล่บางและยึดมันไว้ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจับเหยื่อของตัวเองไว้ไม่ให้หนีไปได้ง่ายๆ จนทำให้ร่างบางต้องร้องด้วยความเจ็บปวด

            ผ...... ผมเจ็บ.....

            ตอบมาสิ นายไม่เคยเห็นฉันเป็นเพื่อนนายเลยใช่ไหม? นายไม่เคยแคร์ความรู้สึกของฉันเลยใช่รึเปล่า แจจุง..... ยุนโฮถามอย่างเร่งเร้าพลางเขย่าตัวร่างบางไปมาราวกับกำลังโดนเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงหัวใจกับปฏิกิริยาที่ดูไร้เยื้อใยของร่างบางตรงหน้า

            ใช่! ฉันมันไม่เคยเห็นนายเป็นเพื่อน ฉันไม่เคยแคร์ความรู้สึกนายเลยซักนิด พอใจรึยัง?!” แจจุงเองก็ตวาดกลับอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน แววตาแข็งกร้าวนั้นทำให้ยุนโฮต้องชะงักมือหยุด มือหนาทั้งสองข้างค่อยๆ เลื่อนลงจากบ่าบางของแจจุงช้าๆ ก่อนตกลงมาอยู่ข้างตัวเอง

            งั้นหรอกเหรอ นายไม่เคยสนใจฉันเลยสินะ นายไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของฉันเลย หึ ฉันมันโง่ไปเอง โง่ไปคนเดียวที่หลงคิดว่านายเองก็คงจะสนใจฉันอยู่บ้าง แต่ว่า.....

            แล้ววันนั้นล่ะ วันที่เราไปเที่ยวด้วยกัน นายบอกฉันว่าเราเป็นเพื่อนกัน..... ยุนโฮเอ่ยเสียงเบาพลันสีหน้าค่อยหมองลงทีละน้อย แต่หากแววตานั้นยังคงลุกโชนด้วยความรู้สึกที่แรงกล้าอยู่ หวังว่าสิ่งที่ตัวเองถามไปเมื่อกี้ร่างบางจะตอบให้ชื่นใจซักนิดว่าเราเป็นเพื่อนกันจริงๆ ที่พูดมาครั้งแรก ก็แค่..... ลืมตัว
  
            นั้นน่ะนายเองไม่ใช่เหรอที่พูดเองเออเองอยู่ฝ่ายเดียว ฉันยังไม่ได้ตกลงเลยนะว่าจะเป็นเพื่อนกับนาย.... เสียงหวานเอ่ยตอบกลับอย่างหนักแน่นก่อนที่สีหน้าของคนฟังถอดสีลงหนักกว่าเก่า ใบหน้าคมก้มลงราวกับหมดเรี่ยวแรงเงยหน้าสบตากับร่างบาง

สมใจนายแล้วสิ ยุนโฮ  สมใจตัวเองไหมล่ะ เขาไม่ได้ลืมตัวหรือว่าแกล้งหลอกนายเลย แต่เขาไม่เคยคิดจะเป็นแม้แต่ เพื่อน กับคนอย่างนายเลยด้วยซ้ำ หึ สมเพชตัวเองไหมล่ะ

            แต่ว่านะยุนโฮ.....

            เสียงหวานเอ่ยขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันไม่ได้หนักหน่วงเหมือนเมื่อกี้แล้วแต่น้ำเสียงหวานกลับฟังดูแผ่วเบาราวกับอากาศรอบๆ ดูอ่อนแอและทรมานเหลือเกิน เหมือนคนพูดกำลังพยายามอย่างสุดกำลังที่จะถ่ายทอดประโยคออกมาในแต่ละคำ

            นาย..... นายก็ไปจากฉันก่อนที่ฉันจะบอกกับนายว่า.... ฉันจะเป็นเพื่อนกับนาย....” คำพูดที่เปล่งออกมาจากปากบางทำให้ยุนโฮต้องเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหวานด้วยความแปลกใจ

ที่ฟังเมื่อกี้หูคงไม่ได้หูฝาดไปหรอกใช่ไหม ที่ร่างบางพูดเมื่อกี้คือความจริงอย่างนั้นเหรอ

ยุนโฮมองหน้าแจจุงที่ตอนนี้เริ่มเอ่อคลอด้วยน้าตาเม็ดเล็กๆ และตั้งใจฟังในสิ่งที่ร่างบาง
จะพูดอีก

            นายไม่รอฉัน นายไปจากฉันแล้วฉันจะบอกนายได้ยังไง ว่าฉันเองก็อยากเป็นเพื่อนกับนายเหมือนกัน ฉันจะบอกนายได้ยังไงว่าฉันก็ รัก นายเหมือนที่นายรักฉัน สิ้นเสียงของร่างบาง น้ำตาที่มีอยู่มากมายก็ไหลทะลักออกมาจากตาคู่สวย ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาจากไหนมากมายขนาดนี้ แต่แค่รู้สึกว่าความอัดอั้นตันใจที่มีอยู่เริ่มมลายหายไป

            แจจุง....

            รู้ไหมหลังจากวันนั้นฉันก็ตามหานายมาตลอด ฮึก.... ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนที่นายเคยไปฉันก็ไปมาหมด ฉันถามเพื่อนนายเผื่อว่านายจะบอกพวกเขาไว้บ้างว่านายจะไปไหน แต่ก็ไม่มีใครรู้ ฉันก็เลยรอนายแทน รอนายมาตลอดและฉันก็หวังว่านายจะมาหาฉันที่บ้าน แต่ว่า.... อึก.... แต่ฉันก็รอแล้วนะ.... ฮึก ฉันรอนายแล้ว รอนายจนจะบ้าตาย แต่นาย.... ฮึก นายก็ไม่มา นายก็ไม่กลับมาหาฉันซักที....

            ทุกวัน.... นายรู้ไหมว่าทุกวันฉันรอนาย... ฮึก รอนายมาตลอด ฉันอยากบอกว่า รัก นายจนแทบบ้า อยากขอโทษที่ฉันมันโง่ ฮึก.... ฉันมันซื่อบื้อที่ไม่รู้ว่านายรักฉัน ฮือ....

            แจจุง... ร่างสูงเอ่ยเรียกชื่อคนตรงหน้าแผ่วเบาพลางเอื้อมมือขึ้นปาดน้ำตาให้ร่างบาง แต่หากฝ่ายนั้นกลับสะบัดหน้าหนีราวกับรังเกียจสัมผัส เพราะแววตาหวานที่มองมานั้นดูเจ็บปวดและทรมาน

แจจุง อย่ามองฉันแบบนั้นได้ไหม ได้โปรด... ฉันก็เจ็บไม่ต่างไปจากนายเหมือนกัน

            หึ สุดท้ายฉันก็ไม่รอนายอีก เพราะอะไรนายรู้ไหม ยุนโฮ.... ฮึก มันก็เพราะนาย เพราะนายอีกนั้นแหละ เพราะนายมันไม่กลับมา อึก.... นายไม่เคยติดต่อมาเลยซักครั้ง.... แม้แต่โทรมาหรือส่งข่าวก็ไม่เคย... ฮือ ฉันปวดใจขนาดไหนนายเคยรู้บ้างไหม ฉันทรมานเพราะรอนายตลอดนายเคยคิดบ้างหรือเปล่า ฮือ.... 6 ปีกับการคอยมันทำให้ฉันเหมือนตายทั้งเป็น....

            แจจุงพรั่งพรูคำพูดออกมาราวกับความเจ็บปวดทั้งหมดที่ได้รับไม่สามารถเก็บไว้ในใจได้อีกแล้ว หยาดน้ำตาใสกลิ้งลงมาเป็นสายยาวอาบแก้มนวลแดงทั้งสองข้างกับเสียงสะอื้นไห้ไม่หยุด ทำเอายุนโฮแทบคลั่งด้วยความเจ็บปวด

ไม่เคยคิดเลยว่านี้จะเป็นความจริง ไม่คิดเลยว่าร่างบางเองก็รักเขามากมายขนาดนี้ ถ้าเขารู้ว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้เขาคงไม่มีทางจากคนตรงหน้านี้ไปแน่ไม่มีทางที่จะทำให้ต้องจมปลักอยู่กับความทรมานนานขนาดนี้หรอก ถ้าหากเขารู้เร็วกว่านี้....

            ทำไมยุนโฮ ทำไมแกถึงโง่ได้ขนาดนี้ ทำไมแกถึงทิ้งคนที่แกรักไปได้ลงคอ ทำไมแกไม่รอเขาก่อนฮะ!? ทำไมกัน.... หากแกรออีกซักนิด เรื่องราวทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้น หัวใจของแกจะได้ไม่เจ็บมากมายขนาดนี้ สะใจไหมล่ะที่ทำให้หัวใจของแกต้องร้องไห้ สะใจไหม?

            ยุนโฮเฝ้าก่นด่าและโทษตัวเองอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่งก่อนจะโผเข้ากอดร่างบางไว้ในอ้อมอกพลางเอ่ยคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความรู้สึกผิด

            ฉันขอโทษ แจจุง ขอโทษ....ฉันขอโทษ ขอโทษจริงๆ ขอโทษ.... พูดไปขอบตาของตัวเองก็ร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ พลางแขนแแกร่งก็ยิ่งกอดร่างในอ้อมอกให้แน่นขึ้นอีก หวังแค่เพียงว่าความรู้สึกผิดของตัวเองจะสื่อไปถึงใจของคนในอ้อมกอดได้

ฉันขอโทษ ยกโทษให้ฉันนะ แจจุง โปรดยกโทษให้ฉัน.... ได้โปรดให้อภัยฉัน..... ยุนโฮย้ำคำขอโทษหนักแน่นอีกครั้งก่อนดึงร่างบางออกจากอ้อมแขน ดวงตาคมมองใบหน้างามที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาก่อนยกมือขึ้นปาดน้ำตาใสที่กำลังไหลออกจากตาคู่สวยนั้นอย่างเบามือพร้อมเชิดคางมของร่างบางขึ้น  ฝังริมผีปากหยักลงบนปากแดงอย่างอ่อนโยนและเนิ่นนาน ทำให้ร่างบางตกใจไม่น้อยก่อนพยายามขัดขืนสุดกำลัง

            อื้อ..อือ... ร่างบางดิ้นสะบัดไปมาหวังจะให้หลุดจากอ้อกอดของยุนโฮ แต่หากว่าความพยายามนั้นกลับไร้ผลเมื่อมันกลับยิ่งทำให้แรงกอดนั้นถาโถมเข้ามามากขึ้น

            มือหนาข้างหนึ่งของยุนโฮไล้ไปตามริ้วเสื้อด้านหลังของแจจุงช้าๆ ก่อนมาหยุดที่ท้ายทอยมนสวย  กดแรงเบาๆ ลงบนหัวกลมให้รับสัมผัสจากด้านหน้าได้ดียิ่งขึ้น ลิ้นยาวไล้เลียผิวริมฝีปากอย่างโหยหาราวกับไม่เคยสัมผัสริมฝีปากนั้นมานานนับแรมปี และพยายามสอดลิ้นเปียกชื่นเข้าไปในโพรงปากอิ่ม แต่ร่างบางในอ้อมแขนเองก็ดิ้นรนปฏิเสธอยู่ตลอด

            อืม... แจจุง เปิดออกสิ.... เสียงทุ้มกระซิบแผ่วข้างหูก่อนจะแอบกัดลงบนใบหูนิ่มสวยนั้นเบาๆ หยอกเหย้าร่างบางอย่างเอาใจ

            ไม่...ย.... หยุดนะ ร่างบางปฏิเสธขัดขืนรุนแรงพลางดันร่างโปร่งของยุนโฮที่ถาโถมเข้ามาให้ออกไปอีกครั้ง แต่ยิ่งทำก็เหมือนยิ่งยุอารมณ์ที่กำลังครุกกรุ่นของยุนโฮให้ปะทุขึ้น

ความรู้สึกที่อึดอัดจนทรมาน   ความรู้สึกเสียใจรู้สึกผิดกำลังระเบิดออกมาอย่างยั้งไม่อยู่ มันไหลออกมาล้อมรอบกายร่างบางราวกับแรงกดดันที่คนอย่างเขาต้องรับความรู้สึกนั้นไว้ รับไว้ด้วยความรักและให้อภัยแก่ผู้ชายคนนี้ คนที่ตัวเองรักหมดหัวใจ.....

ลิ้นยาวรีบรุดเข้าไปในโพรงปากอุ่นทันทีที่ร่างบางเผยอปากยอมรับ กล้ามเนื้อแข็งแรงและเปียกชื้นดุนดัน  เกี่ยวกระหวัดไปทั่วโพรงปากพลางไล้ต้อนร่างบางให้จนมุมราวกับจะบดขยี้ให้แหลกสลาย

            ฮ...แฮ่ก....อ่า....เสียงหอบหายใจติดขัดของร่างบางดังขึ้นอย่างน่ารัก  มือสองข้างขยุ้มเสื้อด้านหน้าของร่างสูงจนยับยู่ยี่ เหมือนกำลังจะมลายหายไปกับอากาศธาตุ เพราะรสจูบที่แสนเร้าร้อนของยุนโฮ

            ยุนโฮถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดาย เพราะร่างบางในอ้อมแขนเริ่มหายใจไม่ได้ แต่กระนั้นความคิดในหัวก็สั่งการให้เริ่มทำอย่างอื่นต่อไป

ถึงยังไงรสสัมผัสแบบนี้คงจะไม่จบแค่นี้หรอกนะ มาถึงขั้นนี้แล้วนี่ ทั้งหัวใจและร่างกายที่บริสุทธิ์สวยงามนี้ เขาต้องได้มันมาครอบครองแต่เพียงผู้เดียว

            ลิ้นหนาไล้เลียไปทั่วบริเวณแก้มชมพูเนียนก่อนจะไล้ยังใบหูนิ่มเล็กน่ารัก  ขบกัดน้อยๆ อย่างหยอกเหย้า  มือกร้านที่แสนสุขสนเริ่มไล่ไปด้านหน้าของร่างบาง ปลดกระดุมเม็ดเล็กและเสื้อตัวบางที่เป็นอุปสรรคปิดบังแผ่นอกขาวเนียนออก

            อ..... อะไร หยุด....เสียงหวานครางอย่างตกใจเมื่อมือหนาเริ่มไม่อยู่กับที่ ลูบไล้ไปทั่วร่างของตัวเอง ยุนโฮไล้สัมผัสไปทั่วอย่างเสน่หาหลังจากเสื้อผ้าชิ้นสุดท้ายของร่างบางจะโดนเขาถอดออกจนหมดเผยให้เห็นแก่นกายน่ารักขางร่างบางที่ทำให้เขาเริ่มหวั่นไหว

            มือกร้านที่แสนจะซุกซนค่อยๆ เอื้อมมาสัมผัสแท่งร้อนเล็กของร่างบางช้าๆ พลางขยับรูดขึ้นลงอย่างพึงพอใจ มอบความเสียวซ่านให้ร่างบางจนแทบคลั่ง  เมื่อร่างบริสุทธิ์นั้นบิดเร้าไปมาอย่างเขินอาย

            อ๊ะ..อ้า....ฮ๊า....

            แจจุงส่งเสียงครางเบาๆ ออกมาอย่างน่ารักด้วยความสุขสมราวกับไม่เคยลิ้มลองความรู้สึกที่หอมหวานขนาดนี้มาก่อน  มือหนาของยุนโฮยังคงลุกล้ำอย่างเอาเป็นเอาตายจนร่างบางต้องร้นถอยหนี แต่กระนั้นแขนแกร่งก็ฉุดร่างบางตรึงไว้แน่นพลางเอื้อมไปหยิบเนคไทที่ตัวเองขว้างออกไปขึ้นมาผูกข้อมือขาวไว้

            ทำ....ทำอะไร ฮึก... ปล่อย...อ๊ะ....

            เสียงหวานประท้วงขออย่างอ้อนวอน แต่ก็ไม่อาจอยุดการกระทำของยุนโฮได้เพราะตอนนี้ความรู้สึกที่มีมันปะทุออกมาแล้ว ถึงจะฉุดยังไงก็ไม่อาจต้านทานได้ ทั้งความรู้สึกอยากสัมผัส อยากครอบครอง ทุกอย่างล้วนเป็นผลให้ยุนโฮต้องแสดงออกมาเป็นการกระทำที่แสนป่าเถื่อนนี่

            แจจุงดิ้นเร่าไปมาสุดตัวอย่างเสียวซ่าน เมื่อความต้องการสูงสุดกำลังจะได้แตะขอบสวรรค์แล้ว แต่หากว่าสติที่ยังคงเลือนรางของตัวเองก็พยายามอดกลั้นอย่างสุดชีวิตเหมือนกัน

ไม่อยากให้เป็นแบบนี้  ไม่อยากได้ความสุขสมที่ตัวเองไม่ยินดี ไม่อยากได้อะไรทั้งนั้นที่คนที่ทำให้เขาเจ็บต้องเป็นคนมอบความทรมานนี้ให้ ไม่อยากได้....

            แจจุง...

            ฮึก..อ๊ะ...

            ปล่อยออกมาสิ ฉันจะคอยรับเอง....เสียงทุ้มกระซิบข้างหู พลางเร่งจังหวะมือของตัวเองถี่ระรัว แจจุงร้องขัดขืนระงมก่อนที่ความอดทนจะถึงขีดสุด ของเหลวขุ่นสีขาวถูกปล่อยออกมาจากปลายยอดเล็กๆ เปรอะเปื้อนมือของยุนโฮ  ร่างสูงยกยิ้มอย่างพอใจก่อนค่อยๆ ยกมือนั้นขึ้นมาไล้เลียช้าๆ เก็บความหอมหวานของร่างบางจนเกือบหมด

            น่ารักจริงนะ แจจุง.... ยุนโฮเอ่ยเสียงหวาน ก่อนจุมพิตบนหน้าผากมนสวยของแจจุง ดวงหน้าหวานแดงซ่านหันไปทางอื่นอย่างเขินอาย ก่อนที่ร่างสูงของยุนโฮจะค่อยๆ ช้อนร่างบางของแจจุงขึ้น

            อ๊ะ.... จะทำอะไรอีก

            คำขอโทษจากฉัน ช่วยรับด้วยเถอะนะ แจจุง.... ยุนโฮตอบพลางมองมายังใบหน้างามดุจนางฟ้าของแจจุงอย่างอบอุ่น  ริมฝีปากหนาโน้มลงมามอบจุมพิตหวานให้ร่างบางอีกครั้งอย่างอ่อนโยน  แจจุงปิดเปลือกตาแน่นพร้อมรับจูบนุ่มนวลนั้นของยุนโฮ  จูบที่คละเคล้าไปด้วยความรู้สึกต่างๆ และเต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใยจากผู้ชายคนนี้ คนที่เคยทำให้ตัวเองต้องเสียใจและทรมานนานเป็นปี

            ขอโอกาสให้คนโง่อย่างชอง ยุนโฮ คนนี้อีกครั้งกับความผิดพลาดที่เคยทำลงไปในอดีต ขอให้เขาได้ลบล้างความผิดนั้นด้วยตัวของเขาเอง ด้วยจูบที่แสนหวานและด้วยความรักที่เขามีให้คิม แจจุง หมดหัวใจ




*



            ร่างกายเปลือยเปล่าของคนร่างสูงเดินอุ้มร่างบางเข้ามายังห้องนอนกว้างใหญ่อย่างช้าๆ โดยที่สายตาจับจ้องร่างบางในอ้อมแขนไม่วางตา เพราะความงามที่บริสุทธิ์ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกเขาก็ไม่อาจลืมได้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากคิดด้วยว่า ต่อจากนี้ไปความงามนี้จะตกเป็นของตัวเองเพียงคนเดียว

            ร่างบางภายใต้เรียวแขนแข็งแกร่งเองก็รู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เสียงตึกตักของหัวใจก็ดังเสียจนหูอื้อไปหมด ทั้งๆ ที่คิดว่าจะไม่เจ็บปวดเพราะคนๆ นี้อีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้เลย ความรักที่ถูกเก็บอยู่ในลิ้นชักแห่งความทรงจำ ถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับความเจ็บปวดในอดีตที่หายไป

            ยุนโฮค่อยๆ วางแจจุงลงบนเตียงใหญ่อย่างเบามือ  ให้แผ่นหลังเล็กเอนราบลงบนพื้นเตียงนุ่ม ก่อนจะขึ้นคร่อมร่างบางที่นอนแผ่หอบหายใจด้วยใบหน้าแดงก่ำ ใบหน้าคมดุจเทพบุตรโน้มลงมาใกล้ดวงหน้าหวานช้าๆ ก่อนจะแนบริมฝีกปากหยักลงบนหน้าผากมนนั้น กดเน้นย้ำรอยรักไว้เพื่อให้ประจักษ์ถึงความรักของเค้าที่มีต่อคิม แจจุงคนนี้

            ร่างบางรับจุมพิตนั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนเปลือกตาบางจะปิดลงช้าๆ ซึมซับความอบอุ่นจากริมฝีปากนั้น ความอ่อนโยนและนุ่มนวลของยุนโฮเริ่มปกคลุมจิตใจจนความทุกข์มลายหายไปหมดสิ้นเหลือไว้แต่เพียงความรักครั้งใหม่ที่เขาพร้อมจะตอบแทนให้อย่างสุดหัวใจ

            แจจุง....หายโกรธฉันเถอะนะ เสียงทุ้มกระซิบข้างหูร่างบางอย่างแผ่วเบา ให้อภัยฉันเถอะนะคนดี ต่อไปนี้ฉันจะไม่ทำให้นายต้องเจ็บอีกแล้ว ฉันสัญญา

            ยุนโฮ....

            ฉันรักนาย แจจุง คำบอกรักหวานเอ่ยขึ้นออกมาจากปากหยักของร่างสูง ก่อนที่ริมฝีปากนั้นจะ โน้มลงมาประทับที่ริมฝีปากบางสวยของแจจุง สัมผัสบางเบาถูกแต่งแต้มขึ้นด้วยคนสองคน  ลิ้นร้อนๆ ที่เปียกชื้นของยุนโฮถูกส่งเข้ามายังโพรงปากของร่างบางเก็บความหวานที่มีในนั้น มือเรียวทั้งสองข้างขยับเข้ามาโอบหลังของร่างบางไว้แน่น เพื่อให้รับสัมผัสที่เร่าร้อน

            อืม...อะ....เสียงหวานครางกระเซ้าเล็ดออกมาจากปากสวยอย่างน่ารักกับการตอบรับสัมผัสจากยุนโฮ ก่อนจะเปิดโอกาสให้ลิ้นยาวๆ ได้รวมเป็นหนึ่งกับตัวเอง เมื่อลิ้นร้อนทั้งสองเกี่ยวกระหวัดกันไม่ยอมปล่อย แขนบางทั้งสองข้างยกขึ้นโอบกอดร่างสูงไว้แน่นอย่างหาที่พึ่ง

            ยุนโฮถอนริมฝีปากหยักอย่างเสียดาย พลางไล้เลียลงมายังแผ่นอกขาวเนียน  จูบไล้ไปมาอย่างโหยหาพร้อมๆ กับที่แขนแกร่งเริ่มเคลื่อนมาทีเรียวขาขาวทั้งสองข้างของร่างบาง  มือกร้านค่อยๆ จับเรียวขาบางแยกออกกว้าง  พลางลูบไล้บริเวณจุดลับให้ทั่วอีกครั้ง

            อ่า...ยุน.... อื้อ....นิ้วเรียวยาวซุกซนไล้ไปตามเนินแก้มก้นสวยช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ สอดใส่เข้าไปในโพรงรักสีชมพูสวย เปิดทางให้ร่างบางรู้สึกชิน ก่อนที่อาวุธชิ้นใหญ่จะเข้าไปแทน ความยาวของนิ้วค่อยๆ ชำแรกแทรกผ่านเข้ามาอย่างหยอกเหย้า พลางหมุนวนไปมาพร้อมๆ กับเพิ่มจำนวนไปด้วย

            ยุนโฮยิ้มกริ่มกับท่าทีตอนรัดนิ้วของร่างบางอย่างพอใจ ก่อนจะเร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆ  นิ้วยาวชักเข้าออกอย่างรวดเร็วเร่งอารมณ์ให้ร่างบางได้กระสับกระส่ายยิ่งขึ้น ก่อนที่จะกดมันเข้าไปและถอดออกเป็นครั้งสุดท้าย

            อ๊ะ.... ออกทำไม...อื้อ... ร่างบางเอ่ยเสียงหอบ ใบหน้าหวานยู่ลงอย่างนึกเสียดายกับสัมผัสเมื่อกี้ที่กำลังจะได้แตะขอบสวรรค์อยู่รอมร่อ ยุนโฮมองกริยาน่ารักของแจจุงพลางยกยิ้มน้อยๆ  ก่อนก้มลงกระซิบข้างหูร่างบางแผ่วเบา

            ต่อจากนี้ไป.... เป็นของฉันเถอะนะ คนดี เอ่ยอย่างอ่อนโยนแล้วก็กดจูบลงบนขมับสวยอีกครั้ง ก่อนที่แขนทั้งสองข้างจะจับขาเรียวบางของแจจุงที่แยกออกจากกันอยู่ให้พาดขึ้นมาที่บ่าของตัวเองพร้อมกับแท่งแก่นกายอันร้อนผ่าวที่ตั้งตระหง่านของเขาจะเริ่มเข้ามาจ่อบริเวณปากทางสวยของร่างบาง  ที่ตอนนี้กำลังขยายตัวเต็มที่พร้อมรับศึกหนักแล้ว และยังได้แรงกระตุ้นจากคำพูดเมื่อกี้อีก ยิ่งทำให้โพรงปากสวยนั้นสั่นไหวไปมาอย่างเหนียมอาย

            ฉันจะใส่แล้วนะ..

            อ...อื้อ..อ่า... แท่งร้อนใหญ่โตถูกสอดเข้ามาภายในกายของร่างบางทันทีจนแทบตั้งตัวไม่ติด  จนเจ้าของช่องทางสีชมพูสวยกระตุกเกร็งในความใหญ่โต เกี่ยวกระหวัดเกาะคอร่างสูงทันที  ความรู้สึกที่ต่างไปจากนิ้วนั้นมันช่างสร้างความสุขสมที่แปลกประหลาดได้ดีเหลือเกิน  ทั้งขนาดและการสอดใส่ของมัน ทำเอาอารมณ์อันครุกกรุ่นด้วยไฟราคะพุ่งทะยานออกมา

            ยุนโฮโถมกายเข้ามาภายในตัวร่างบางอย่างเร้าร้อนและเต็มไปด้วยพลังแห่งการบดขยี้ แก่นกายใหญ่ร้อนรูดเขาออกอย่างหนักหน่วง มอบความสุขสมให้ทั้งตัวเองและร่างบางนี้ได้อย่างดี จนแทบเหมือนขึ้นสวรรค์

            ใบหน้าคมเงยขึ้นมองดวงหน้าหวานของแจจุงที่กำลังแดงก่ำแสดงถึงความสุขสมที่รับอย่างเต็มที่ ก่อนมอบจุมพิตอันเร้าร้อนให้พลางขยับกายไปมาในตัวร่างบาง  ลิ้นเรียวยาวดุนดันกันและกันอย่างโหยหา เก็บเกี่ยวความหอมหวานของกันและกันอย่างตะกละตะกลาม ราวกับความสุขกำลังกลืนกินทั้งสองอยู่ก็ไม่ปาน

            อืม... อือ.... เสียงหวานครางกระเซ้าเล็ดลอดออกมาอย่างน่ารักของแจจุง ทำให้ยุนโฮถึงกับต้องเร่งจังหวะการขยับตัวทันที จากแรงกระตุ้นของร่างบาง คำพูดที่แสดงถึงความสุขที่ได้รับ แก่นกายร้อนระอุยิ่งเร่งความเร็วมากขึ้นหวังจะได้แตะขอบสวรรค์สูงสุดให้ได้พร้อมกับร่างบางนี้ ร่างบางเองก็บิดสะโพกไปมารับแรงกระแทกนั้นตอบเช่นกัน

จนในที่สุดน้ำแห่งเมล็ดพันธ์ชั้นยอดของยุนโฮก็ถูกฉีดพุ่งเข้าไปในกายของร่างบางจนหมด ซึ่งรวมไปถึงร่างบางเองด้วยที่ถึงจุดสูงสุดเหมือนกัน  น้ำรักขาวขุ่นถูกปล่อยจากปลายยอดออกมาเปรอะเปื้อนหน้าท้องของร่างสูงเต็มไปหมด

อ่า..แฮ่ก... เสียงเหนื่อยหอบบวกกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ถี่ระรัวดังรวมกันทันทีที่เสร็จเรื่องอย่างว่า ร่างสูงของยุนโฮล้มลงข้างร่างบางและนอนแผ่หลาอย่างหมดแรง แต่ยังคงค้างอาวุธร้ายไว้ในตัวร่างบางอยู่ราวกับว่ามันยังไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

แขนแกร่งแขนแกร่งของยุนโฮเอื้อมไปโอบตัวร่างบางให้เข้ามาชิดกันมาขึ้น หวังให้ความอบอุ่นจากร่างกายนี้ ส่งผ่านไปให้ร่างบางที่นอนอยู่ข้างๆ  มือยาวซุกซนไล้ไปบนผิวเนียนขาวของแจจุงอย่างเบามือ จากต้นแขนไปยังมือสวยผ่านลงไปถึงสะโพกกลมมนเรียกเลือดให้ขึ้นมากองใต้ผิวนั้นได้เป็นอย่างดี

แจจุง...เสียงทุ้มต่ำของยุนโฮเอ่ยขึ้นเบาๆ  ทำให้คนถูกเรียกสะดุ้งตัวน้อยๆ ก่อนจะขานรับ

อืม...

ฉันรักนายนะ.... ยกโทษให้ฉันได้รึยัง? ยุนโฮกระซิบข้างหูพลางจูบลงบนไหล่เนียนเบาๆ รอฟังคำตอบจากร่างบาง

ได้โปรดเถอะ ฉันทำถึงขนาดนี้แล้ว ให้อภัยกันซักที แจจุง....

..... ไร้เสียงตอบรับของร่างบาง ยุนโฮเองก็ชักจะหวั่นใจขึ้นมานิดๆ เพราะคำพูดของแจจุงนั้นรู้สึกจะออกมาช้าเหลือเกิน ทำไมร่างในอ้อมกอดของเ-าถึงได้ใจแข็งขนาดนี้นะ มันทำให้เขารู้สึกทรมาน แม้มันจะเป็นเวลาไม่กี่นาทีก็ตาม แต่มันเหมือนนานเป็นปีเลยก็ไม่ปาน

แจจุง...

อืม... น้ำเสียงนุ่มนวลของแจจุงดังขึ้นแผ่วเบา  แต่ถึงอย่างนั้นยุนโฮก็ยังได้ยิน  ชายหนุ่มรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ดีใจจนแทบอยากร้องไห้ มันเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ความผิดที่เป็นบาดแผลลึกในใจที่คอยทิ่มแทงตลอดมาเหมือนถูกน้ำเย็นๆ จากคำพูดของแจจุงพัดหายไปหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความสุขที่เปี่ยมล้นแทน

ดีจริงๆ แจจุง ดีจริงๆ เลย.... ขอบใจนะ ขอบใจนายจริงๆ ที่ให้อภัยกับคนโง่ๆอย่างฉัน

ยุนโฮ.... น้ำเสียงหวานของแจจุงดังขึ้นอีกครั้งอย่างแผ่วเบา เรียกให้ยุนโฮรีบกระชับอ้อมกอดของตัวเองทันที ก่อนจะขานรับ

หืม?

นายจำได้รึเปล่า.... ว่าเคยให้อะไรฉันไว้ ร่างบางถามเสียงนุ่มพลางหลับตาลง  รอฟังคำตอบจากยุนโฮบ้าง ถึงแม้เขาจะหายโกรธแล้วก็ตาม แต่ถ้าเจ้าตัวลืมสิ่งที่เมื่อก่อนเคยรับปากไว้ก็เปล่าประโยชน์ เพราะแค่คำว่า รักจากปากน่ะ มันไม่ได้แจ่มชัดเหมือนการกระทำในอดีตหรอกนะ

อืม....จำได้สิ จะลืมได้ไง ยุนโฮเอ่ยตอบน้ำเสียงอ่อนโยน ร่างบางเปิดเปลือกตาขึ้นทันทีก่อนจะโดนมือกร้านของยุนโฮจับแขนข้างหนึ่งของเขาขึ้น แขนข้างที่เขาใส่ของสำคัญสิ่งนั้นไว้ตลอดเวลาทั้งสองอัน เลทเงินที่ได้รับมันจากยุนโฮเมื่อ  6 ปีก่อน เลทข้อมือ ยุนโฮรักแจจุง

ฉันรอให้นายใส่มันให้ชั้นอยู่นะ แจจุง เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ เรียกเอารอยยิ้มหวานๆ ของแจจุงปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานทันที ความรู้สึกปลื้มปิติที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทีได้รับ กำลังแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของเขา มือบางอีกข้างถูกยกขึ้นพลางค่อยๆ ถอดเลทข้อมือจากอีกข้างออก แล้วบรรจงใส่ให้แขนแกร่งของยุนโฮช้าๆ ก่อนก้มลงจูบบนหลังมือนั้น

ยุนโฮมองกริยาน่ารักของแจจุงอย่างเสน่หา ก่อนที่แขนเรียวจะยกขึ้นโอบร่างบางอีกครั้ง พลางริมฝีปากหยักกดจูบลงบนหน้าผากมนได้รูปอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เสียงหัวใจของร่างบางจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง


ยุนโฮ ฉันรักนาย








Wait for Love รอเพื่อรัก : YunJae (2)





ติ๊ด ติ๊ด..



เสียงนาฬิกาปลุกเรือนงามบนหัวเตียง เรียกให้ร่างบางที่กำลังหลับสนิทภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่เปิดตาขึ้นพลางเอื้อมแขนไปกดปิดเสียงด้วยความรำคาญ ก่อนเปลือกตาคู่งามจะปิดลงอีกครั้งกลับเข้าสู่นิทราอันแสนหวานต่อไป

 พรุ่งนี้เราอาจไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้นะ แจจุง....



พรึ่บ!!!



อีกแล้ว.....ร่างบางสะดุ้งตัวตื่นลุกขึ้นนั่งอัตโนมัติ ใบหน้าหวานปรากฏเหงื่อเม็ดเล็กใสผุดพลายเต็มไปหมด

คำพูดนั้นอีกแล้ว ทำไมกัน ทำไมยังคิดถึงอยู่นะ ทำไมยังต้องรอทั้งๆ ที่ใครคนนั้นได้จากไปแล้ว เขาคนนั้นหายไปจกชีวิตแล้ว ทำไมยังต้องนึกถึงอีก เพราะอะไรกัน?

 ทำไมถึงเป็นแบบนี้.... ทำไมถึงลืมไม่ได้ซักที....

เสียงหวานสบถออกมาอย่างเจ็บปวดพลางเหลือบมองที่ข้อมือตัวเอง เครื่องประดับสีเงินวาวสองชิ้นส่องแสงเปล่งประกายวิบวับด้วยถูกแสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งตกกระทบ ชื่อที่ถูกสลักไว้ของตัวเองกับใครอีกคนที่ถูกคั่นไว้ด้วยหัวใจดวงน้อยมองดูแล้วยิ่งเจ็บใจนัก

ผ่านมาหกปีแล้วสำหรับการรอคอย แต่ยิ่งนับวันรอเท่าไหร่หัวใจก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้นยิ่งคิดถึงก็ยิ่งทรมาน ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคนๆ นั้นคนเดียวแท้ๆ เชียว ช่วงชิงเอาหัวใจเขาไปแต่กลับไร้ความรับผิดชอบ ทอดทิ้งให้ต้องอยู่คนเดียวกับความเหงาที่เข้ามาเกาะกินหัวใจตลอดมา

ทั้งๆ ที่อุตส่าห์เข้าใจความรู้สึกของตัวเองแล้วแท้ๆ ทั้งๆ ที่ผ่านมาคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ดีแล้ว ว่าการที่ได้รับการปฏิบัติแบบนั้นหมายถึงอะไร แต่ทำไมยังปล่อยให้ต้องคอยด้วยความเจ็บปวดอยู่แบบนี้ คิดจะลงโทษกันรึไงนะที่ไม่ยอมเข้าใจความรู้สึกให้เร็วกว่านี้

 พอซักที...เสียงหวานสบถขึ้นมาอีกครั้งพลางสลัดความคิดที่แสนทรมานนั้นออกไปจากหัว

ต่อไปจะไม่คิดแบบนี้อีกแล้ว จะไม่รอให้เขาคนนั้นกลับมา จะไม่คิดถึง จะไม่ต้องการ จะไม่โหยหาอีกต่อไป เพราะแค่นี้หัวใจของตัวเองก็บอบช้ำเกินพอ ทุกสิ่งที่ได้รับมันควรค่าแก่การจดจำแล้ว

ร่าบางค่อยๆ ลุกลงจากเตียงเงียบๆ เดินตรงไปยังห้องอาบน้ำพร้อมจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะกลับออกมาด้วยกลิ่นหอมตลบอบอวนของแชมพูและครีมอาบน้ำ มือสวยหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวออกมาจากตู้พร้อมสูทสีครีมแล้วสวมใส่มัน เนคไทที่เลือกให้เข้ากันกับชุดถูกหยิบขึ้นมาผูกไว้อย่างเรียบร้อย กางเกงแสลกตัวเข้มกับถุงเท้าและเข็มขัดมียี่ห้อถูกประดับลงบนร่างกายอีกเป็นชิ้นสุดท้าย ก่อนยืนมองดูตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่สามารถส่องดูได้ทั้งตัว

ตรวจความเรียบร้อยอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ ผิวขาวเนียน สูทสีครีมขาวสะอาด กับผมซอยสไลด์ดำขลับรับกับใบหน้าคมคายหล่อเหลา หากแต่ยังคงมีความอ่อนหวานปนผสมผสานกันอย่างลงตัว

 อืม.... ครางเบาๆ ในลำคออย่างถูกใจก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าหนังทำงานและเอกสารอีกปึกใหญ่เดินออกไปจากห้อง




ริมถนนสายหลักในตัวเมืองแห่งสีสันของเอเชีย ตึกสูงระฟ้านับสิบนับร้อยตึกตั้งตระหง่านอวดความยิ่งใหญ่กันอย่างสง่าราวกับพยายามไขว่คว้าท้องนภาอันเป็นรางวัลแก่ความสง่างาม แต่หากว่านั้นเป็นเพียงแค่ความคิดความฝันที่โง่เง่าของคนเท่านั้น

บริษัทรับจัดงานคอนเสิร์ตอย่างเอสเอ็มกรุ๊ป เอ็นเตอร์เทรนเมนต์ ก็เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสูงระฟ้าเหล่านั้นที่ตั้งสง่าอยู่ในเมืองแห่งนี้ และก็เป็นอีกหนึ่งจุดสนใจของเหล่ามหาชนภายในเมืองด้วย ส่วนงานภายในบริษัทที่พนักงานแต่ละคนทำอยู่ต่างก็เป็นงานที่ทุกคนใฝ่ฝันและอยากเข้าไปทำงาน เพราะสามารถเข้าไปใกล้ชิดกับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบและมีชื่อเสียง ซึ่งร่างบางก็เป็นหนึ่งในความโชคดีนั้นที่ได้เข้าไปทำงานที่เอสเอ็มฯ นี้ และยังทำงานในตำแหน่งที่สูงพอดูอีกด้วย แต่หากร่างบางไม่ได้มีความคิดเหมือนคนเหล่านั้นที่อยากเข้ามาทำงานเพราะอยากเจอศิลปินที่ตัวเองชื่นชม แต่เพราะร่างบางรักในการทำงานในด้านนี้ต่างหาก จึงเข้ามาสมัครงานที่นี้และก็ได้คำตอบรับตกลงกลับมา

 สวัสดีคะ คุณแจจุง เสียงเล็กใสของพนักงานต้อนรับประชาสัมพันธ์เอ่ยทัก ร่างบางหยุดชะงักก่อนจะส่งยิ้มหวานน้อยๆ ให้เธอ

 สวัสดีครับ คุณซูยอง

 วันนี้เป็นวันแรกในการทำงานที่ได้เลื่อนขั้นใช่ไหมคะ?” หญิงสาวผมสีบลอนด์ถามเสียงหวาน ใบหน้าอ่อนวัยมองร่างบางด้วยความชื่นชม เพราะทั้งๆ ที่ยังอายุน้อยอยู่แท้ๆ แต่กลับได้เลื่อนขั้นการทำงานเร็วขนาดนี้ นับว่ามีความสามารถเกินตัวจริงๆ

            ครับ

            เมื่อวานดิฉันไม่ทันได้แสดงความยินดีด้วย ขอโทษด้วยนะคะหญิงสาวว่าพลางค้อมหัวน้อยๆ ร่างบางมองกริยาของเธอแล้วรีบเอ่ยขึ้นขัดทันที

 ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ แค่ผมรู้ว่าเพื่อนสนิทอย่างคุณดีใจกับผมด้วยก็พอแล้วล่ะครับ

 คุณแจจุงนี้ใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะคะเธอพูดชมก่อนส่งยิ้มน้อยๆ ให้ร่างบาง

ไม่หรอกครับ เอ่อ พอดีผมมีประชุมด่วนแต่เช้า ยังไงก็ขอตัวก่อนนะครับ

            ค่ะ ตั้งใจทำงานนะคะ หญิงสาวให้กำลังใจ ร่างบางยิ้มตอบเธอน้อยๆ ก่อนจะเดินขึ้นลิฟต์ไปยังห้องทำงานของตัวเองที่อยู่บนชั้นสิบเอ็ด แม้จะไม่อยู่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับความสูงที่มีทั้งหมดสามสิบสามชั้น และชั้นของเพื่อนๆ ในตำแหน่งเดียวกันที่อยู่สูงกว่า แต่ว่าร่างบางก็มีความสำคัญไม่น้อยในการทำงาน เพราะตำแหน่งใหม่ที่ได้รับนั้นเป็นถึงหัวหน้างานที่ดูแลเรื่องเครื่องไฟและเอฟเฟกต์ต่างๆ

            ร่างบางก้าวขาอย่างเร่งรีบเข้ามาภายในห้องทำงานใหม่ วางเอกสารที่หอบหิ้วมาจากที่บ้านไว้บนโต๊ะก่อนจะออกไปจากห้องอีก ตรงดิ่งไปยังห้องประชุมที่อยู่ชั้นสิบเก้าทันที เห็นว่าวันนี้จะมีหัวหน้าผู้จัดการคนใหม่มา เขาเลยต้องไปต้อนรับซักหน่อยเพราะยังไงก็ต้องร่วมงานกันแน่ๆ และที่สำคัญเขาคนนั้นต้องมาเป็นหัวหน้าดูแลฝ่ายตัวเองอีกด้วย


ก๊อก ก๊อก...


 ขอโทษที่มาช้าครับร่างบางกรอกเสียงเข้าไปข้างในก่อนจะดันประตูเปิดออกพร้อมเดินเข้าไปในห้อง หัวหน้าฝ่ายอื่นๆ พากันนั่งอยู่ก่อนแล้วร่างบางจึงปรี่ไปนั่งที่ของตัวเองทันที

            เอาล่ะ ในเมื่อหัวหน้าคิมก็มาแล้ว ผมก็ขอเริ่มเลยแล้วกันลี ซูมาน ประธานบริษัทกล่าวก่อนจะมองหน้าลูกน้องทุกคนแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
  
            ทุกคนคงได้ข่าวกันแล้วใช่ไหมที่หัวหน้าผู้จัดการลีนั้นถูกย้ายให้ไปประจำตำแหน่งที่สาขาชองนัม ดังนั้นผมเลยจึงต้องแต่งตั้งหัวหน้าคนใหม่ขึ้นมาแทน.....

            คนที่มาแทนหัวหน้าลีคือหัวหน้าปาร์คใช่ไหมรับ?” จู่ๆ หัวหน้าแผนกคนหนึ่งก็โพล่งขึ้นขัด ทำเอาหัวหน้าปาร์คที่ถูกพาดพิงถึงกับสะดุ้งเฮือก จะเพราะว่าตกใจหรือดีใจกันแน่ก็ไม่ทราบที่ถูกพูดถึงแบบนั้น แต่สีหน้าของหัวหน้าปาร์คก็แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าตัวเองก็พอใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกันที่อาจจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปอีก

            ใช่ครับ คนที่มาแทนหัวหน้าลีคือหัวหน้าปาร์คใช่ไหมครับ ประธาน หัวหน้าแผนกอีกคนถามซ้ำ นั้นยิ่งทำให้หัวหน้าปาร์คยิ่งหน้าบานเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นที่รู้ๆ กันดีอยู่แล้วว่าเป็นคนที่มีความสามารถขนาดไหน และยังเป็นคนสนิทของประธานอีก เรื่องนี้แม้แต่ร่างบางที่เพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นยังรู้เลย แต่ว่าการเลือกหัวหน้าคนใหม่ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นหัวหน้าปาร์คซะเมื่อไหร่ เพราะประธานไม่ได้บอกล่วงหน้าไว้ก่อน อาจจะเป็นคนอื่นก็ได้ใครจะไปรู้

 ไม่ใช่หรอก ไม่ใช้หัวหน้าปาร์คหรอก ประธานซูมานปฏิเสธ ทุกคนในห้องจึงมองหน้ากันอย่างสงสัยทันที แม้แต่หัวหน้าปาร์คที่คิดว่าตัวเองอาจจะได้เลื่อนขั้นก็งงไปตามๆ กัน

อ้าว! ถ้าไม่ใช่หัวหน้าปาร์คแล้ว คนๆ นั้นเป็นใครละครับ?” หัวหน้าแผนกคนเดิมเป็นฝ่ายถามกลับ

เขาเป็นหลานชายของผมเอง เพิ่งเรียนจบปริญญาโทจากอังกฤษมาใหม่ผมเลยให้เขามาฝึกงานที่บริษัทของเราประธานซูมานตอบพลางรอยยิ้มในความภูมิใจของหลานชายจะผุดขึ้น

ผมทราบดีตอนนี้พวกคุณคิดยังไงกัน พวกคุณคงคิดว่าทำไมผมถึงเอาหลานชายที่เพิ่งเรียนจบเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่สูงขนาดนี้ใช่ไหม ผมรู้ว่ามันอาจไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่ผมก็อยากให้ทุกคนลองเจอกับเขาดูก่อน พวกคุณจะได้รู้จักเขามากขึ้นและอาจจะยอมรับเขาก็ได้

            สิ้นเสียงของประธานซูมาน ประตูห้องประชุมก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหล่าจะเดินเข้ามา

ขออนุญาตครับคำพูดสุภาพและน้ำเสียงนุ่มหวานกล่าวขึ้น ทำให้ร่างบางต้องหันไปมองยังต้นเสียงทันที ชายหนุ่มในชุดสูทสามชั้นสีดำสนิทที่ปกปิดร่างกายอันแข็งแรงล่ำสันไว้ ใบหน้าคมเข้มเด่นสะดุดตากับทรงผมล่ำสมัย

แต่หากกลับทำให้ร่างบางตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ เมื่อชายหนุ่มเดินผ่านหลังเขาไปยืนอยู่ข้างๆ ประธานซูมาน

ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จัก นี่คือหลานชายคนเดียวของผม ชอง ยุนโฮเพียงแค่ชื่อที่เอ่ยขึ้นมาก็ทำเอาหัวใจของร่างบางหล่นวูบ

ไม่นึกมาก่อนว่าจะใช้เขาจริงๆ นึกว่าคนตรงหน้าเป็นแค่คนที่หน้าตาคล้ายกันเฉยๆ ยิ่งคิดหัวใจก็ยิ่งเต้นแรงจนเสียงอื้ออึงไปหมด สมองขาวโพลนราวกลับตกอยู่ในแดนสวรรค์

สวัสดีครับ ผม ชอง ยุนโฮ ยินที่ได้รู้จักทุกคนครับร่างสูงเอ่ยทักทายพลางค้อมหัวให้อย่างมีมารยาท
  
            “ประธานครับ มันจะดีจริงๆ เหรอครับที่จะให้หลานท่านมาทำงานในตำแหน่งนี้ ท่านแน่ใจแล้วจริงๆ เหรอครับ

            “นั้นสิครับ ผมว่าถ้าท่านอยากให้หลานชายมาฝึกงานล่ะก็ น่าจะให้ไปทำงานในระดับเดียวกับคนทั่วๆ ไปก่อนไม่ดีกว่าเหรอครับ

หัวหน้าแผนกสองคนพูดเสนอความคิดเห็นของกันและกันเพื่อแย่งขึ้นอีกครั้ง พลางชายตาไปมองร่างสูงที่อยู่ข้างๆ ประธานบริษัท คำพูดเชิงเหน็บแนมเสียดสีที่แม้ว่าคนที่ถูกพูดใส่จะมองอยู่แต่ทั้งสองคนกลับเอาแต่ลอยหน้าลอยตาไม่สนใจแม้แต่น้อย นั้นทำให้คิ้วดกเข้มของประธานซูมานต้องตวัดเข้าหากันทันทีก่อนจะโพล่งคำพูดออกมา แต่ทว่าหลานชายคนเก่งที่ตัวเองภูมิใจกลับแย้งขึ้นก่อน
  
ผมเข้าใจดีครับว่าความรู้สึกของทุกคนในตอนนี้เป็นยังไง หัวหน้าฮัน.... คุณคงไม่ชอบใจผมเท่าไหร่สินะครับ ยุนโฮว่าพลางหรี่ตาคมมองไปที่หัวหน้าแผนกร่างใหญ่ราวกับจะบีบคั้นด้วยคำพูดที่พูดออกไปเมื่อกี้

ยังรู้จักกันน้อยไปที่จะตัดสินกันที่ภายนอกนะครับ...

            “แต่ว่าถ้าไม่ให้ผมลองทำงานดูซักครั้ง มันก็ออกจะใจร้ายกันเกินไปหน่อยจริงไหม? เพราะถึงแม้ผมจะเป็นหลานชายเพียงคนเดียวของท่านประธานก็ตาม แต่ผมก็อยากแสดงความสารถที่ผมมีออกมาให้ทุกคนเห็นและยอมรับในตัวผม ผมไม่อยากให้ทุกคนมองว่าที่ผมเข้ามาในตำแหน่งนี้ได้เพราะไปเลียขาเจ้านาย

            ร่างสูงยกยิ้มเจ้าเล่ห์พลางมองหน้าหัวหน้าฮัน ทำเอาคนถูกจ้องต้องเบือนหน้าหนีหลบสายตานั้นทันที อะไรน่ะ ไอ้ท่าทางหยิ่งผยองราวกับรู้ไปซะทุกเรื่องนั้น ขัดหูขัดตาซะจริง
  
พูดได้ดี.... ในเมื่อเขาพูดแบบนี้แล้ว ผมว่าทุกคนคงจะไม่มีปัญหาอะไรแล้วใช่ไหม? ต่อไปผมก็ฝากเขาด้วยนะครับทุกท่าน แล้วก็ช่วยดูงานที่เขาทำออกมาด้วยแล้วกัน
  
            “ครับ ประธาน

“งั้นก็เชิญทุกท่านไปทำงานตามปกติเถอะครับพูดจบเหล่าหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ก็พากันแยกย้ายกันกลับที่ทำงานของตัวเองอย่างหัวเสีย

อะไรกัน คิดจะให้เด็กที่ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเข้ามาทำงานในตำแหน่งขนาดนี้ ไม่กลัวบริษัทจะล่มจมรึไงนะ เฮอะ! ไม่เข้าใจจริงๆ

เว้นก็แต่ร่างบางเท่านั้นที่ได้แต่นั่งนิ่ง อึ้งกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ยอมลุกไปไหน ร่างกายรู้สึกเหมือนไม่อยากขยับเขยื้อนราวกับถูกตรึงไว้นับตั้งแต่ที่เห็นคนๆ นั้น คนที่ตัวเองต้องทนรอ ทนคิดถึงโหยหามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่มอบทั้งความรักและความเจ็บปวดให้

เขาคนนั้นกำลังยืนอยู่ใกล้เพียงเอื้อมแค่นี้

ใช่นายจริงๆ ยุนโฮ เป็นนายจริงๆ

            “หัวหน้าคิม กลับไปทำงานต่อได้แล้วครับ

“อ....เอ่อ ครับ ประธาน ร่างบางรับคำหลังต้องหลุดจากภวังค์เพราะเสียงของซูมานที่เดินผ่านหลังไป ร่างบางถอนหายใจเฮือกหนึ่งพลางลุกจากเก้าอี้ก่อนจะก้าวเท้าตามซูมานออกไป

“แจจุง...

กึก!

เสียงฝ่าเท้าร่างบางหยุดชะงัก เนื้อตัวสั่นเทาน้อยๆ ก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกของร่างสูงที่กำลังยืนประกบด้านหลังของตัวเองอยู่ ระยะห่างนั้นแทบจะแนบเนื้อกันด้วยซ้ำ ก็กลัวๆเหมือนกันนะ

อย่าเพิ่งไปสิ ฉันมีเรื่องจะพูดกับนายเสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยน แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ร่างบางรู้สึกผ่อนคลายขึ้นกลับรู้สึกประหม่าหนักกว่าเก่า

เรื่องอะไรเหรอครับ หัวหน้าชอง

“ห...หัวหน้าชองร่างสูงทวนคำพูดร่างบางซ้ำอย่างไม่แน่ใจว่าที่ร่างบางพูดเมื้อกี้เขาไม่ได้หูฝาดไป

            หัวหน้า...งั้นเหรอ? ไม่คุ้นหูเอาซะเลย ไม่เหมาะกับนายด้วย แจจุง

            “ค.... คือ เรื่องเมื่อวันนั้น...วันที่จบการศึกษาตอนม.ปลาย ฉันอยากขอโทษนายที่.....

“ขอโทษทำไมครับไม่เห็นจำเป็นต้องขอโทษเลยนี่ครับหัวหน้าชอง เพราะผมก็ลืมมันไปแล้วล่ะคำพูดที่ราวกับเสียดเข้าไปในใจคนฟังทำให้เจ้าตัวต้องโพล่งขึ้นอย่างสับสนกับท่าทีที่แปลกไปของร่างบาง

            ลืม?”

ถ้าจะพูดกันเรื่องแค่นี้ ผมก็ขอตัวก่อนนะครับ ตัดบทอย่างไม่ใยดีก่อนร่างบางจะเดินเลี่ยงออกจากห้องไป ปล่อยไว้เพียงร่างสูงที่ยังยืนนิ่งอึ้งกับคำพูดของร่างบางเป็นครั้งที่สอง

เจ็บ.... ในอก เหมือนมันจะระเบิดออกมา

 นายลืมวันนั้นไปได้ยังไงกัน แจจุง.....



 * 


ร่างบางเดินกลับมาที่ห้องทำงานของตัวเอง หย่อนกายลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่พลางเอนกายพิงพนักอย่างเหนื่อยล้าเปลือกตาบางค่อยๆ ปิดลงช้าๆ พลันสมองก็นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้นเมื่อหลายปีก่อน เหตุการณ์ที่ทำให้ใจตัวเองต้องทรมานตลอดมา

            “หึ....เอาอีกแล้ว ทำไมถึงหยุดเรื่องนี้ไม่ได้ซักทีนะ

ยิ่งคิด ยิ่งเกลียดตัวเอง เกลียดที่อ่อนแอได้ถึงขนาดนี้ เพียงเพราะเขามาทำให้รักแล้วจากไปแค่นี้ มันทำให้นายเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้ขนาดนี้เลยรึไง นายต้องมาจมปลักอยู่กับความทุกข์เพียงเพราะผู้ชายคนเดียวงั้นเหรอ มันคู่ควรใช่ไหม?

            “หัวหน้าคิมคะ หัวหน้าชองขอพบคะเสียงเลขาสาวดังขึ้นในสายโทรศัพท์ ร่างบางสะดุ้งเฮือกพลางลุกนั่ง

เขาคนนั้นกำลังมา.....

“คุณแทยอน ช่วยบอกเขาด้วยนะครับว่าตอนนี้ผมยุ่ง ไม่สะดวกที่จะให้เจอได้เสียงหวานตอบกลับ
  
            “เอ่อ...ต แต่ว่า....แต่เสียงปลายสายที่ตอบมากลับตะกุกตะกักด้วยความประหม่า เพราะเจ้านายทั้งคู่ต่างก็มีอำนาจพอๆ กัน เกรงว่าถ้าขัดใครซักคนอาจเกิดปัญหากับตัวเองได้

“บอกตามนี้แหละครับ

“ค่ะเสียงโทรศัพท์ถูกวางสายไปก่อนร่างบางจะปล่อยลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ยังไม่อยากเจอตอนนี้ ไม่อยากเจอ ไม่อยากคุยด้วยอะไรทั้งนั้น เพราะมันอาจจะทำให้ตัวเองต้องเจ็บมากกว่าเก่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากันตรง

ขอร้องล่ะ อย่ามาให้ฉันเห็นหน้านายอีกเลยนะ อย่ามาทำให้ฉันที่กำลังตัดใจจากนายได้ ต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้อีกเลย แค่นี้ฉันก็บอบช้ำมามากพอแล้ว.....

            ร่างบางเอนกายพิงพนักอีกครั้งแต่ก็ต้องสะดุ้งอีกเมื่อสายโทรศัพท์จากเลขาฯ สาวดังขึ้นเป็นรอบที่สองด้วยน้ำเสียงกระวนกระวายใจ

หัวหน้าคะ คือว่าหัวหน้าชองต้องการพบเดี๋ยวนี้คะ จะให้ดิฉันทำยังไงดีคะ?”

            “ก็บอกไปสิครับว่าตอนนี้ผมกำลังยุ่งอยู่

“ดิฉันบอกแล้วคะ แต่ว่า.... อ๊ะ! หัวหน้าชอง เข้าไปไม่ได้นะคะ


               
ปัง!



ประตูห้องบานใหญ่ของร่าบางถูกกระชากให้เปิดออกด้วยแรงของร่างสูงผู้มาเยือนด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ราวกับไปโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงมายังงั้นแหละ ขายาวก้าวฉับๆ ตรงดิ่งมาหาร่างบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโกร่ง ดูแล้วไม่เหมาะกับตัวเองซักนิดในสายตาร่างสูง

“หัวหน้าชอง คุณเข้ามาได้ยังไง?! ผมบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าผมไม่สะดวกที่จะให้คุณพบ ร่างบางลุกขึ้นตวาดใส่ผู้มาเยือนอย่างเหลืออด ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงก่ำด้วยความโมโหไม่แพ้กัน หัวรั้นไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ ให้ตายเหอะ

ที่นายพูดที่ห้องประชุมมันหมายความว่ายังไง?” เสียงทุ้มที่ไม่ได้ตอบคำถามก่อนหน้าถามขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยจนดูน่ากลัว ไม่บอกก็รู้ว่าตอนนี้เจ้าตัวคงกำลังไม่พอใจมากขนาดไหน

“อะไรครับ? ที่ผมพูดที่ห้องประชุม ผมพูดอะไร?” ร่างบางยังคงตอบรับคำพูดคนตรงหน้าได้ดีเหมือนไม่สนใจจุดประสงค์ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ามันหมายถึงอะไร

“ก็ที่นายบอกว่านายลืมเรื่องของเราเมื่อวันนั้นไปแล้ว มันแปลว่าอะไร?” ร่างสูงถามเสียงกร้าว ดวงตาคมสีรัตติกาลจ้องลึกเข้าไปในแววตาสวยของร่างบางด้วยความสับสน

ทำไมถึงได้พูดแบบนั้นออกมา ทำไมถึงลืมเรื่องของเราในวันนั้น นายลืมมันไปได้ยังไง  แจจุง นายลืมคำว่า รัก ที่ฉันเคยบอกนายได้ยังไง.....

            ผมไม่รู้ว่าหัวหน้าต้องการอะไรจากผมกันแน่ แต่ตอนนี้มันเวลางานเพราะฉะนั้น เชิญหัวหน้ากลับไปทำงานเถอะครับผมก็จะได้ทำงานของผมเหมือนกัน ร่างบางตอบกลับอย่างไร้เยื้อใย

ทำไมถึงคิดแบบนั้น ฉันก็ไม่ได้ลืมหรอกนะ ไอ้วันที่ฉันกับนายอยู่ด้วยกันน่ะ ฉันลืมมันไม่ลงหรอกยุนโฮ เพราะมันเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับฉัน..... แต่ว่ามันก็ทำให้ฉันเจ็บมากเหมือนกัน.....

ร่างบางเดินมายังประตูห้องพลางผายมือเชิญแขกผู้ไม่ได้รับเชิญให้ออกจากห้องไป แต่นั้นกลับยิ่งทำให้อารมณ์ของคนถูกเชิญเดือดดาลขึ้นจนน่ากลัว

“ไม่! ฉันต้องคุยกับนายให้รู้เรื่องว่าแล้วก็สาวเท้าเข้ามาประชิดตัวร่างบางพลางมองใบหน้างดงามนั้นด้วยแววตากราดเกรี้ยว

“ไม่ครับ ผมไม่มีเรื่องอะไรที่จะพูดกับหัวหน้าทั้งนั้น เชิญคุณออกไปได้แล้ว

“นายไม่มีสิทธิ์ขัดคำสั่งฉัน แจจุง

“อะ! จะทำอะไร? ปล่อยผมนะ เสียงร้องของแจจุงดังขึ้นหลังคำพูดเด็ดขาดของยุนโฮเอ่ยจบ แขนแกร่งกระชากข้อมือสวยก่อนจะดึงตัวร่างบางออกไปจากห้องทำงาน

ร่างบางได้แต่ตะโกนก่นด่าพร้อมทั้งขัดขืนไปตลอดทาง โดยมีสายตาของพนักงานบริษัททั้งตำแหน่งเล็กตำแหน่งใหญ่มองตามกันเป็นแถวด้วยความสงสัย

หัวหน้าแผนกกับหัวหน้าผู้จัดการคนใหม่กำลังเล่นอะไรกันนะ ดูเข้ากันได้ดีเนอะ

แม้ในใจพนักงานแต่ละคนจะพากันคิดแบบนี้ก็ตาม แต่ร่างบางกลับคิดต่างกันลิบลับ

คิดจะทำอะไรฉัน ยุนโฮ นายจะทรมานฉันให้ต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้ใช่ไหม แค่นายทิ้งฉันไปหลายปียังไม่สาแก่ใจนายอย่างนั้นสินะ

หลังจากถูกกระชากลากถูให้ต้องเดินตามลงมาแล้ว ร่างบางก็โดนจับยัดเข้าไปในรถสปอร์ตหรูสีดำที่จอดอยู่ในชั้นใต้ดินของบริษัท ก่อนจะเดินอ้อมมานั่งที่เบาะของคนขับแล้วเคลื่อนรถออกไป

“หัวหน้าชอง คุณจะพาผมไปไหน?” ร่างบางถามพลางจ้องใบหน้าคมด้านข้างด้วยความสงสัย หากแต่คำพูดเหล่านั้นจะถูกกลืนหายเข้าไปในอากาศเพราะคนข้างๆ ไม่ตอบกลับมา

“คิดจะทำอะไรกันแน่? คุณจะทำอะไรผม ลองถามขึ้นอีกครั้งเผื่อว่าเขาจะยอมตอบคำถามที่ข้องใจมานาน แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม ไร้คำตอบกลับมา จากความสงสัยกลายเป็นความหงุดหงิดเหมือนตัวเองถามไปไม่ได้ถามกับคนด้วยกัน เหมือนถามกับท่อนไม้มากกว่า

เป็นอะไรของนายว่ะ? ฉันถามสองรอบแล้วนะ ตอบหน่อยสิโว้ย!

“หัวหน้าชองครับ นี่ผมถามอยู่นะร่างบางถามเสียงแข็งอีกครั้ง ถ้าตื้อขนาดนี้แล้วไม่ตอบก็ให้มันรู้ไปสิว่ะ!
  
“เงียบเหอะน่า ถึงแล้วก็จะรู้เองนั้นแหละ อย่าถามมากได้ไหม มันทำให้ฉันหงุดหงิดเวลาได้ยินเสียงนายเสียงกร้าวตวาดกลับใส่คนข้างๆ อย่างเหลืออดเต็มที ใบหน้าถมึงทึงเพราะความโมโห ร่างบางชะงักด้วยความตกใจ หัวใจหล่นวูบราวกับเสียงอันทรงพลังเมื่อกี้เข้ามากระแทกร่างอย่างแรง

อะไรกันเล่า!? ทำไมต้องตะคอกใส่กันด้วย พูดดีๆ ก็ได้นี่ว่าไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยินเสียงฉันขนาดนั้นน่ะ ใบหน้าสวยซีดลงทันตา ก่อนจะเบือนหน้าหนีออกไปนอกกระจกข้างๆ

ร่างสูงเหลือบมองคนข้างๆ ด้วยความรู้สึกผิดที่เมื่อกี้ดันเผลอตัวไปตวาดใส่แรงๆ แบบนั้น แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ เพราะเรื่องที่ร่างบางลืมวันนั้นไปมันทำให้เขาหงุดหงิดแทบบ้าขนาดที่ตัวเองไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะเป็นได้ถึงขนาดนี้

ขอโทษนะ แจจุง...

รถสปอร์ตหรูเคลื่อนเข้ามาจอดยังชั้นใต้ดินอีกครั้ง แต่เป็นชั้นใต้ดินของอพาร์ตเม้นต์หรูแห่งหนึ่ง ร่างของบุคคลทั้งสองในรถต่างนิ่งเงียบกันมาตลอดทาง ไร้คำพูดใดๆ ก่อนยุนโฮจะเอ่ยขึ้นทันทีที่หยุดรถ
  
            “ลงมากับฉัน เรามีเรื่องต้องคุยกัน ร่างสูงเอ่ยพลางเปิดประตูรถออกก่อนก้าวเท้าลงมา หากแต่ว่าร่างบางข้างในยังคงนั่งนิ่งไร้ปฏิกิริยาตอบรับ เหมือนกับว่าสิ่งที่พูดออกไปเมื่อกี้ไม่ได้เข้าหูของร่าบางเลยแม้แต่นิดเดียว นั้นทำให้อารมณ์รุนแรงของยุนโฮเริ่มประทุขึ้นมาอีกครั้ง

            ริ้วกางเกงสีดำสะบัดพลิ้วไปตามการเคลื่อนไหวของขาที่ก้าวฉับๆ อย่างรวดเร็ว เดินอ้อมมายังฝั่งที่นั่งของร่างบางก่อนจะกระชากประตูรถให้เปิดออก

“ฉันบอกให้ลงมาเดี๋ยวนี้ร่างบางเงยหน้ามองตาปริบๆ พลางยกยิ้มมุมปาก

“ครับ ผมจะลงเดี๋ยวนี้ แล้วผมก็จะกลับไปที่บริษัทเดี๋ยวนี้ด้วย ร่างบางตอบอย่างประชดประชัน ก่อนเจ้าตัวจะลงจากรถตามคำสั่งของยุนโฮแล้วรีบเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว

ฉันไม่อยากคุยกับนายที่เป็นแบบนี้หรอกนะ และฉันก็ไม่อยากทำร้ายตัวเองให้ต้องเจ็บไปมากกว่านี้ด้วย

“อ๊ะ!” แต่หากว่าความเร็วของร่างบางนั้นยังเร็วไม่พอกับความโมโหของใครบางคนที่มันปะทุออกมาก่อนหน้านี้นานแล้ว ยุนโฮกระชากแขนร่างบางที่ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจก่อนจะช้อนร่างที่เบาหวิวขึ้นพาดบ่าตัวเอง พลางเดินเข้าไปในตึกโดยที่เสียงขัดขืนของร่างบางยังคงโหวกเหวกไปตลอดทาง

 ปล่อยผมลงนะ..... ปล่อยเดี๋ยวนี้ ผมบอกให้ปล่อย!.....

หุบปาก! จนกว่าจะถึงห้องฉันห้ามขัดขืนเด็ดขาด ไม่งั้นนายเจอดีแน่ คิม แจจุงร่างสูงขู่พลางยกฝ่ามือขึ้นตีก้นของคนที่อยู่บนบ่าทีหนึ่ง ทำเอาร่างบางร้องออกมาอย่างไม่พอใจ

            โอ้ย! ทำอะไรของคุณ ผมเจ็บนะ

“เจ็บสิดี นายจะได้เลิกโวยวายซักที หนวกหูจะตายอยู่แล้ว

“ไม่มีทาง!” ร่างบางตวาดกลับเสียงแข็งก่อนจะเริ่มแหกปากตะโกนขึ้นอีกครั้ง ฉันจะไม่หยุดจนกว่านายจะปล่อยฉัน ชอง ยุนโฮ!







วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

Wait for Love รอเพื่อรัก : YunJae (1)




Wait for Love  รอเพื่อรัก

Paring : Yunho x Jaejoong


Rating : Romantic / Drama
______________________________






ใจกลางกรุงโซลเมืองหลวงแห่งมหานครความบันเทิงของเอเชีย ภายใต้แสงสีของเมืองที่แสนวุ่นวายโรงเรียนชื่อดังในเครือมหาวิทยาลัยฮยองคีถูกตั้งอยู่ในจุดที่แทบจะไม่คิดว่าจะเป็นที่ตั้งของแหล่งการศึกษาและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศแบบนี้ได้ เพราะเมื่อลองมองไปรอบๆ ทิศของโรงเรียนแล้วล้วนต้องเจอกับสิ่งที่ขัดกับความเจริญก้าวหน้าของเมืองอย่างสิ้นเชิง เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยตั้งตระหง่านอยู่รอบๆ โรงเรียนแทน

สายตาเรียวสวยแหลมคมของร่างบางทอดมองออกมาจากหน้าต่างอาคารเรียนใหญ่อย่างเหม่อลอย พลางเท้าคางไว้บนโต๊ะเรียนก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ใบหน้าหวานมองดูใบไม้พลิ้วไหวตามสายลมเอื่อยที่พัดพาพลางล้มศีรษะลงนอนกับโต๊ะ พรุ่งนี้ก็จะจบจากที่นี้แล้ว วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ได้ใช้ชีวิตม.ปลายกับทุกคน  ใจหายยังไงไม่รู้แฮะ

อะแฮ่ม! เป็นอะไรไปเหรอ? คิม แจจุง หงอยเชียว เสียงทุ้มพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันก่อนร่างกายอันสูงโปร่งจะกระแทกตัวนั่งลงข้างๆ เฮอะ! มากวนประสาทอีกแล้ว น่าเบื่อชะมัด

หรือว่านายนึกเสียใจอยู่ว่าจะได้เจอฉันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วในวันจบการศึกษาพรุ่งนี้

นี่! หลงตัวเองเกินไปแล้วนะ ฉันไม่เคยคิดพิศวาสนายซักหน่อย ชอง ยุนโฮร่างบางเด้งตัวลุกขึ้นพลางมองชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ ด้วยความหงุดหงิด

ดีซะอีกที่ฉันจะได้เจอนายเป็นวันสุดท้ายเพราะฉันเบื่อนายจะตายอยู่แล้ว ชอบมากวนประสาทคนอื่นอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน น่ารำคาญชะมัด คนอย่างนายน่ะฉันไม่เห็นอยากเจอเลยซักนิด เสียงหวานตวาดใส่ยุนโฮพลางเดินหนีจากไปปล่อยให้ร่างร่างสูงมองดูแผ่นหลังบางเดินหายไปจนลับตา

ขาเรียวก้าวฉับๆ ผ่านห้องเรียนต่างๆ ไปด้วยความโมโห ดวงหน้าหวานไม่สนใจเลยซักนิดว่าตอนนี้มันใกล้เวลาเข้าเรียนในคาบต่อไปแล้ว เพราะสมองมันมัวแต่คิดอยู่เพียงว่าอยากให้เวลามันผ่านไปเร็วๆ เสีย จะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้าคนที่ตัวเองไม่ชอบตลอดเวลาแบบนี้

แหงล่ะ เรียนห้องเดียวกันนี่ก็ต้องเจอกันทุกวันเป็นเรื่องธรรมดา

จนที่สุดแล้วแจจุงก็พาร่างกายที่หนักอึ้งไปด้วยความหงุดหงิดมาหย่อนตัวลงบนดาดฟ้าของอาคารเรียนสถานที่ที่เขาชอบมากที่สุด เพราะมันทำให้เขาสบายใจ ความรู้สึกอึดอัดที่มีอยู่ก็พลอยหดหายเมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีครามที่นี่ แจจุงมองตรงไปข้างหน้าอย่างผ่อนคลายพลางค่อยๆ ล้มตัวลงนอน ดวงตาหวานปิดลงอย่างช้าๆ ก่อนจะหลับไปภายใต้สายลมที่เข้ามาโอบอุ้มไว้โดยไม่รู้ตัว



*



ไม่รู้ผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้วที่ร่างบางแอบขึ้นมานอนบนดาดฟ้าของโรงเรียน เปลือกตาบางหรี่มองด้วยเพราะถูกแสงอาทิตย์อัสดงสาดเข้ามาก่อนจะกระพริบตาปริบๆ ปรับให้ชินกับแสง แจจุงค่อยๆ ยันตัวเองลุกขึ้นนั่งก่อนจะสังเกตได้ว่าตอนนี้ไม่ได้มีแค่ตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีคนที่อยู่ที่นี่ด้วยอีกคน ร่างสูงโปร่งที่กำลังยืนมองพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าอยู่ตรงหน้าดูคุ้นตาชอบกล

ผมสีน้ำตาลเข้มจัดยาวรดต้นคอ ผิวขาวเนียนกับการแต่งตัวที่เรียบร้อยกว่าเขา หุ่นเพรียวสูงโปร่งได้ส่วนเข้ากับชุดนักเรียนและเป็นหุ่นที่เขาใฝ่ฝันว่าอยากจะมีมากกว่าร่างที่อ้อนแอ้นของตัวเอง

ดูให้ความอบอุ่นน่าประหลาด

นาย....เสียงหวานครางออกมาแผ่วเบาเรียกให้ชายหนุ่มลึกลับคนนั้นหันมา แต่สงสัยคงจะเบาเกินไปกระมังจึงทำให้สายลมที่พัดผ่านนั้นส่งเสียงของเขาไปไม่ถึง ร่างสูงจึงไม่หันมา

นาย.... ตอนนี้กี่โมงแล้ว?” แจจุงตะโกนถามอีกครั้งและดูเหมือนว่าในครั้งนี้มันจะได้ผลเมื่อร่างสูงหันกลับมาตามเสียงเรียก แต่ว่านั้นกลับทำให้คนถามอย่างแจจุงถึงกับพูดไม่ออกเป็นใบ้กินชั่วขณะ

คนที่ตัวเองเกลียดและไม่อยากเจอหน้ามากที่สุดกำลังยืนยิ้มทะเล้นอยู่ตรงหน้า

ชอง ยุงโฮ!!”

ไง หลับสบายไหม?” ยุนโฮถามพลางยิ้มแก้มปริ ใบหน้าคมมองมาที่แจจุงก่อนจะเดินเข้ามาหาเจ้าตัวที่กำลังนั่งอึ้งอยู่

นี่มันเลิกเรียนตั้งนานแล้ว แต่นายดันโดดเรียนมาแบบนี้ฉันเกือบหาข้ออ้างแทนไม่ทันแน่ะ ยุนโฮบอกพลางหย่อนตัวนั่งยองๆ ตรงหน้าแจจุง ใบหน้าหวานจึงสะบัดหนีไปทางอื่นด้วยความหงุดหงิด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ แต่เวลาเจอหน้าคนๆ นี่ทีไรเป็นต้องอารมณ์เสียทุกที ให้ตายสิ!

แต่ถ้านายแอบโดดมาอีกแบบนี้ ฉันคงช่วยนายครั้งต่อไปไม่ได้แล้วนะรู้ไหม?”

แล้วใครขอให้ช่วยไม่ทราบฮะ?! ฉันไม่ได้ขอร้องให้นายหาข้ออ้างให้ซักหน่อย อีกอย่างพรุ่งนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะได้เจอนายแล้วด้วย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่ฉันจะต้องโดดเรียนเพราะไม่อยากเห็นหน้าหมีๆ ของนายและนายก็ไม่ต้องมาช่วยฉัน

แจจุงตวาดใส่ยุนโฮกลับเป็นชุดพลางยันตัวเองลุกขึ้น สายตาคมจับจ้องที่ชายหนุ่มด้วยความโมโหเหมือนเดิม เฮอะ! ใครอยากให้ช่วยกัน ความหวังดีของนายเก็บไว้ให้คนอื่นเถอะ เพราะฉันคนนี้ไม่ต้องการ

อืม นั้นสินะ...

คนอะไรขี้ลืมชะมัดแจจุงเย้ยยุนโฮเบาๆ

อ่า! จริงสิวันนี้ในเมืองมีเทศกาลนี่นา ยุนโฮโพล่งขึ้นมาพลางลุกขึ้นยืน ทำตาเป็นประกายใส่แจจุงซึ่งเจ้าของใบหน้าหวานเองก็มองด้วยความสงสัยปนงุนงงกับอาการของคนตรงหน้า เกิดบ้าอะไรขึ้นมาอีกละ?

แจจุง....

อะไร?”

ไปเที่ยวกันเถอะ ยุนโฮว่าพลางฉุดแขนเรียวของแจจุงแล้วรีบวิ่งลงมาจากดาดฟ้าโรงเรียน โดยไม่ฟังคำทัดทานของร่างบางเลยซักนิดว่ามีอาการต่อต้านขนาดไหน ทั้งขัดขืนด้วยร่างกายและคำพูดน่ะ ไอ้บ้าเอ้ย! ฉันไม่อยากจะไปซักหน่อย มาลากกันทำไมว่ะ

นี่! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่ไปกับนาย ปล่อยชั้นสิ!... ปล่อย.... แจจุงดิ้นแรงๆ อย่างไม่ยอมแพ้ มือบางที่เป็นอิสระข้างหนึ่งพยามทั้งแกะทั้งแงะทั้งง้างมือของยุนโฮที่เกาะอยู่ออก แต่แม้จะพยายามเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าความพยายามนั้นจะไม่เป็นผล  คนบ้าอะไรว่ะ! แรงควายชะมัด

ชอง ยุนโฮ! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่ไปกับนายนะ ปล่อยฉัน!.... ร่างบางตวาดเสียงกร้าวพลางสะบัดมือแรงๆ อีกครั้ง แม้มันจะไม่ยอมหลุดจากการเกาะกุมแต่อาวุธลับสุดท้ายของเขาก็ยังไม่หมดหรอก

จะมาว่าฉันใจร้ายกับนายทีหลังไม่ได้นะ

ชอง ยุนโฮ...

ครับๆ ว่ายังไงครับ?”

นายเลิกทำตัวปัญญาอ่อนแกล้งฉันกัดฉันซักวันจะได้ไหมฮะ? เลิกยุ่งกับฉันซักทีเหอะ ฉันรำคาญนายเต็มทนแล้ว อีกอย่างนายจะพาฉันไปเที่ยวให้มันได้อะไรขึ้นมา ทั้งๆ ที่นายก็รู้ว่าแม้นายจะพยายามทำดีกับฉันขนาดไหน ฉันก็ไม่มีวันยอมรับนายเป็น เพื่อน หรอก รู้ไว้ว่าเราไม่ใช่เพื่อนกัน แต่นายกับฉันมันก็แค่ คนร่วมโลก ก็เท่านั้น

แจจุงเอ่ยปากเป็นชุดใส่ยุนโฮ ถ้อยคำที่เจ็บลึกเข้าไปในใจของร่างสูงสร้างบาดแผลได้ดียิ่งนัก แต่หากแจจุงก็ยังแดกดันพูดคำเหล่านั้นออกมาให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ

ไม่ว่าจะตอนไหนชอง ยุนโฮ กับคิม แจจุง คงไม่มีวันญาติดีกันได้หรอก

ใช่ไหม?.....

จริงสิ ในงานมีการแสดงพื้นเมืองด้วยนี่นา แถงยังมีกิจกรรมของเด็กโรงเรียนเราด้วย เห็นว่าเป็นรุ่นน้องมาเปิดกันแน่ะ ฉันว่าเราไปอุดหนุนกันดีกว่า ฉันอยากสนุกให้เต็มที่กับวันนี้แล้ว....

ยุนโอเอ่ยขึ้นพลางจูงมือแจจุงเดินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่หันกลับมามองใบหน้าหวานอีก  แต่แจจุงก็ไม่สนใจเช่นกันยังคงเปล่งถ้อยคำบาดหูออกมาให้ได้ยินเรื่อยๆ

ได้! ในเมื่อนายอยากพามาอยากดีกับฉัน ฉันก็จะสนองนายเต็มที่เลยยุนโฮ แต่ฉันขอบอกไว้ตอนนี้เลยนะว่าของทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันอยากได้นายจะต้องเป็นคนเอามาให้ ไม่ว่าฉันต้องการอะไรนายก็ห้ามขัดเด็ดขาด

อื้ม เอาสิเดี๋ยวฉันหามาให้นายเอง ยุนโฮตกลงพลางหันหน้ามายิ้มให้แจจุง รอยยิ้มน้อยๆ ที่ผุดขึ้นแม้จะไม่มากมายอะไรแต่มันทำให้ใบหน้าหล่อเหลาดูไร้เดียงสาและอบอุ่นขึ้นมานิดๆ

สายตาคมที่มองมาก็อ่อนโยนไร้ความแข็งกร้าวราวกับพร้อมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขา รอยยิ้มที่ละมุนละไมที่มอบให้มากับฝ่ามือนั้นช่างอบอุ่นผิดกับตอนที่ใช้ลากตัวมาโดยสิ้นเชิง ทำให้ความโมโหและวู่วามของแจจุงเมื่อครู่หายไปเพียงแค่ได้รับสัมผัสและรอยยิ้มของคนตรงหน้าเท่านั้น

ร่างบางเดินเคียงคู่กับยุนโฮตลอดทางที่เดินมาในงานเทศกาลโดยไร้ซึ่งการพูดจา มีเพียงเสียงลมหายใจของกันและกันเท่านั้น ที่ทำให้บรรยากาศรอบๆ ทั้งสองดูไม่อึดอัดจนน่าเบื่อเกินไป

หลังจากเดินมานานก็มาถึงบริเวณที่จัดเทศกาลประจำปี สิ่งของต่างๆ ร้านค้ามากมายถูกจัดขึ้นและประดับประดาตกแต่งไว้อย่างสวยงาม เพื่อเรียกความสนใจจากลูกค้า แจจุงเลือกที่จะเดินเข้าร้านอาหารริมทางเป็นร้านแลกพลางดึงมือของยุนโฮมาด้วย ทั้งสองคนเลือกนั่งหน้าร้านอาหารเพื่อซึมซับบรรยากาศความรื่นเริงสนุกสนานของงาน

ผมขอต๊อกโบกีครับแจจุงสั่งคุณลุงเจ้าของร้านด้วยเมนูอาหารจานโปรด

ยุนโฮ นายจะกินอะไรก็สั่งสิ แจจุงหันไปบอกคนข้างๆ ไม่ใช่ว่าพูดดีด้วยแปลว่าจะยอมรับในตัวหรอกนะ ก็แค่กลัวว่าจะเห็นแกตัวเกินไปที่ตัวเองเป็นคนสั่งแล้วให้คนอื่นจ่าย นั้นมันไม่ใช่นิสัยของคิม แจจุงซักหน่อยเขาไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นถึงจะเกลียดขนาดไหนก็ไม่ใช่คนไร้มารยาท

ไม่ล่ะ ฉันอยากมองนายเวลากินข้าว

เฮ้ย! พูดอะไรของนาย? น่าขนลุกชะมัด สั่งเลยๆ ถ้านายไม่สั่งเองฉันจะสั่งให้นะแจจุงว่าพลางทำหน้าไม่พอใจกับคำพูดแปลกๆ ของคนข้างๆ

เป็นห่วงฉันเหรอ? ยุนโฮถามหน้าทะเล้น  ใบหน้าหล่อเขยิบเข้าไปใกล้คนสวยจนคนถูกจ้องต้องสะบัดหน้าหนี ก่อนค้อนโตๆ จะหล่นโป๊กเข้าที่หัวเจ้าตัวหนึ่งทีจนต้องร้องโอยด้วยความเจ็บปวด

โอ้ย! เจ็บนะ

ก็อยากมาทะลึ่งใส่ฉันทำไม สมน้ำหน้าแล้วแจจุงเอ่ยด้วยความสะใจ

นั้นแน่ นายเขินฉันล่ะสิเมื่อกี้เนี้ย? ดูดิหน้าแดงแปร๊ดเป็นลูกแตงโมเลย ยุนโฮทำเสียงล้อเลียนพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้แจจุงอีกรอบทำให้เจ้าตัวต้องรีบยกมือขึ้นมาจับแก้มทั้งสองข้างของตัวเองทันที ใบหน้าหวานมองค้อนยุนโฮอย่างไม่พอใจ

พูดอะไรของนาย? บ้า! ....อ..เอาหน้าหมีๆ ของนายออกไปไกลๆ ฉันเลย แล้วก็สั่งของกินเองด้วย ฉันไม่สั่งให้แล้ว แจจุงตะกุกตะกักพลางใช้นิ้วจิ้มหน้าผากคนตรงหน้าออกไปห่างๆ

ต๊อกโบกีมาแล้วครับ เสียงคุณลุงเจ้าของร้านดังมาแต่ไกลก่อนพาร่างตุ้ยนุ้ยเดินถือจากต๊อกโบกีมาให้ คุณลุงยื่นจานให้ร่างบางก่อนจะหันมามองยุนโฮที่นั่งอยู่ข้างๆ

แล้วพ่อหนุ่มล่ะ จะเอาอะไรดี?” คุณลุงถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ผมเอาเหมือนกันก็ได้ครับ

งั้นรอแปบเดียวนะ คุณลุงบอกก่อนเดินหายเข้าไปในครัว แจจุงที่กำลังกินต๊อกโบกีอยู่จึงหันมามองคนข้างๆ ด้วยความแปลกใจ

ทำไมนายต้องสั่งเหมือนฉันด้วย?”

ก็ฉันอยากกินแบบนายนี่ นายกินอะไรนายทำอะไรวันนี้ฉันก็จะทำเหมือนนายทุกอย่าง ยุนโฮบอกยิ้มๆ แจจุงหันหน้ากลับมาสนใจอาหารที่อยู่ตรงหน้าต่อและตั้งใจกินโดยไม่สนใจคนกวนประสาทอีก เออ! อยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย

มือบางจับซ้อมจิ้มลงบนต๊อกโบกีขึ้นมาพลางกัดเข้าปากคำโตทำให้แก้มเนียนของคนสวยป่องขึ้นดูน่ารักน่าชัง เรียกความสนใจจากยุนโฮได้ไม่น้อยเพราะมันยากนักที่จะเห็นท่าทางแบบนี้ของคิม แจจุง เพราะถ้าเป็นเวลาปกติที่โรงเรียนล่ะก็ คงเห็นแต่ใบหน้าที่บูดบึ้งหงุดหงิดตลอดเวลาแทน

อา! อิ่มจังตังอยู่ครบ เสียงหวานเอ่ยอย่างมีความสุขหลังเข้าไปสวาปามต๊อกโบกีจนแทบจะหมดร้านแถมตัวเองยังไม่ต้องจ่ายอีก อะไรจะดีขนาดนี้ ต้องขอบใจนายจริงๆ เลยยุนโฮ

ใช่สิ ก็นายไม่ได้จ่ายนี่ ยุนโฮเอ่ยตัดพ้อขณะเปิดดูกระเงินของตัวเองที่ตอนนี้รู้สึกว่ามันจะแฟบลงไปซะเยอะเลยเพราะร่างบางแท้ๆ เชียว นึกว่าตัวเล็กแบบนี้จะกินนิดเดียว ที่ไหนได้กินเยอะกว่าเขาซะอีก

อย่าบ่น! นายเป็นคนพูดเองนี่ว่าจะให้ฉันทุกอย่าง

ครับๆ ไม่บ่นก็ได้ แล้วเราจะไปที่ไหนต่อดีล่ะ?” ร่างสูงถามพลางเดินตามร่างบางไปเรื่อยๆ คนตรงหน้าก็ไม่ได้ตอบกลับมาเอาแต่เดินดูโน้นดูนี่ไปเรื่อย ขาเรียวก้าวฉับๆ ไปตามทางอย่างรวดเร็วจนร่างสูงแทบจะเดินตามไม่ทัน แต่ก็นะถึงจะไม่ทันก็ไม่เป็นไร

ขอแค่วันนี้วันเดียวที่ได้อยู่กับแจจุง แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

ยุนโฮ

หืม?”

นายว่าเสื้อตัวนั้นสวยไหม?” เสียงเล็กถามขึ้นพลางชี้ไปที่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าที่ตั้งเด่นหราอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่ง ใบหน้าหวานหันมามองร่างสูงเพื่อรอฟังความคิดเห็น

อืม สวยสินายอยากได้เหรอ?” ยุนโฮย้อนถาม

อืม นายซื้อนะ แจจุงพยักหน้าพลางมือเรียวจะเอื้อมไปกุมมือของร่างสูงไว้ แล้วลากเข้าไปยังร้านที่มีเสื้อเป้าหมายอยู่ เจ้าของดวงหน้าหวานจะรู้บ้างไหมนะว่าเวลาทำแบบนี้แล้วคนที่เดินตามหลังจะรู้สึกดีขนาดไหน รอยยิ้มน้อยๆ ถึงได้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลานั้น

แจจุงกับยุนโฮเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านเสื้อผ้าก่อนร่างบางจะรีบปล่อยมือยุนโฮอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่รู้สึกตัวแล้วว่าเมื่อกี้ตัวเองทำอะไรลงไป ร่างบางจึงเดินหนีไปดูเสื้อที่ตัวเองเล็งไว้และตัวอื่นๆ ภายในร้านไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ยุนโฮยืนยิ้มกับท่าทีของคนสวยอยู่คนเดียว

“ ‘Hope to the End’ งั้นเหรอ?” แจจุงพึมพำขณะหยิบเสื้อตัวหนึ่งขึ้นมา เสื้อเชิ้ตตัวพอดีกับเค้าสีขาวปักหราบนหน้าอกด้ายซ้ายด้วยคำภาษาอังกฤษความหมายดีดึงดูดความสนใจของแจจุงไม่น้อย แม้มันจะดูไม่หรูหราเหมือนเสื้อสีฉูดฉาดตัวอื่นๆ ในร้านก็ตามที

ชอบเหรอ? แล้วตัวที่อยู่หน้าร้านนั้นล่ะไม่เอาแล้วเหรอ?”

อืม ฉัน... ชอบตัวนี้มากกว่า แจจุงบอกพลางหยิบเสื้อตัวนั้นที่เขาสนใจโชว์ให้ยุนโฮดู ร่างสูงพยักหน้าเห็นด้วยที่เลือกเสื้อตัวนี้แทนตัวที่อยู่หน้าร้าน เพราะเขาเองก็คิดว่ามันน่าสนใจกว่าเหมือนกัน

ร่างสูงหยิบเสื้อมาจากมือแจจุงก่อนจะไปจ่ายเงินที่เจ้าของร้านและก็ไม่ลืมที่จะซื้อมันอีกตัว เพราะตัวเองเป็นคนพูดเองว่าวันนี้จะทำตามแจจุงทุกอย่าง ไม่ว่าแจจุงจะซื้ออะไร หรืออยากได้อะไรเขาก็จะให้แจจุงหมด

อะ ของชิ้นแรกที่เราซื้อในวันนี้ ต่อไปจะซื้ออะไรอีกดีล่ะ?” เสียงทุ้มถามพลางยื่นถุงเสื้อให้ ร่างบางรับมันมาก่อนใช้สมองคิดว่าจะไปร้านไหนต่อดี จะได้ผลาญเงินไอ้คนหน้าหมีนี้ซะให้เข็ด

ไปร้านนั้นดีกว่า.... เสียงหวานเอ่ยพลางก้าวฉับๆ ไปยังร้านที่คิดได้ทันที และพอถึงปุ๊บร่างบางก็จัดการซื้อโน้นซื้อนี้ตามใจชอบทันที โดยมียุนโฮคอยควักกระเป๋าเงินจ่ายตามตลอด

พอเสร็จจากร้านนี้ร่างบางก็ไม่รอช้าเดินไปร้านนู้นซื้อของอย่างสบายอารมณ์ต่อ พอร้านนี้เสร็จก็ไปร้านนั้นเสร็จจากร้านนั้นก็เดินไปร้านอื่นเรื่อยๆ จนตอนนี้แขนทั้งสองข้างจึงเต็มไปด้วยถุงใส่ของมากมาย ทั้งเสื้อผ้าทั้งกระเป๋าทั้งรองเท้า เรียกได้ว่าเข้าทุกร้านก็ซื้อมันทุกร้านไม่ปล่อยให้รอดไปได้ซักร้านเดียว แถมคนจ่ายอย่างยุนโฮยังต้องเสียเงินเป็นสองเท่าอีก เพราะต้องซื้อทั้งของตัวเองและของร่างบางด้วย แทบจะปาดเหงื่อเลยทีเดียว คนอะไรช๊อปเก่งเป็นบ้า ใช้เงินยังกะใช้กระดาษซื้อของ


*



เฮ้อ! เหนื่อยชะมัดเลย ร่างบางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหย่อนตัวลงบนม้านั่งตัวยาวในสวนสาธารณะใกล้ๆ บริเวณที่จัดงานด้วยความเหนื่อย ยุนโฮที่เดินตามมาทีหลังก็รีบเดินมานั่งลงข้างๆ อย่างเหนื่อยอ่อนเช่นกัน เพราะเขาเองก็ไม่ต่างกับแจจุงเท่าไหร่หอบของพะลุงพะลังเต็มมือไปหมด

ทั้งคู่นั่งพักเอาแรงอยู่ครู่หนึ่งยุนโฮก็ถือวิสาสะล้มตัวลงหนุนตักแจจุงทันที ซึ่งคนที่ถูกใช้ตักเป็นหมอนก็ทำท่ากระฟัดกระเฟียดไม่พอใจพร้อมกับโพล่งออกมาอย่างหงุดหงิด

ยุนโฮ! ทำอะไรของนาย? เอาหัวมาหนุนฉันทำไม ออกไปนะ! ฉันไม่ชอบออกไปเลย..... แจจุงโวยวายลั่นพลางดันหัวของคนหน้าหมีให้ลุกขึ้น แต่ก็ไม่ได้ผลเมื่อยุนโฮกดแรงที่มีทั้งหมดลงบนตักนุ่มของแจจุง นั้นยิ่งทำให้เจ้าของตักโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเข้าไปใหญ่

ไอ้บ้า! อย่ามาทำอะไรแบบนี้สิ เดี๋ยวใครมาเห็นก็เข้าใจผิดกันหมดหรอก ฉันไม่อยากเอาชื่อตัวเองมาแปดเปื้อนกับนายหรอกนะ พูดไม่ได้ยินรึไงบอกให้ออกไปไง.... ออกไปสิ ยุนโฮ!”

            “ฉันยืมตักนายพักแปบเดียวนา อย่าโวยวายสิยุนโฮว่าพลางรวบมือทั้งสองข้างของแจจุงไว้

ก็นั่งพักเฉยๆ สิ จะมานอนทับฉันทำไมล่ะ?! ฉันคนนะไม่ใช่หมอน ถ้านายอยากนอนก็กลับไปนอนที่บ้านไป แจจุงตวาดกลับพลางถลึงตาใส่คนที่หนุนตักตัวเอง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันด้วยความโมโหก่อนจะสะบัดใบหน้าสวยที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงจัดอย่างไม่พอใจหนีไปทางอื่น ทำเอายุนโฮมองดูอย่างอดขำกับท่าทางแบบนั้นของแจจุงไม่ได้ ไม่คิดว่าเวลาแจจุงโกรธจะหน้าแดงขนาดนี้แถมยังน่ารักอีกต่างหาก

วันนี้ฉันอุตส่าห์ตามใจนายทุกอย่าง พูดจากับผู้มีพระคุณให้มันดีๆ หน่อยสิแจจุง ร่างสูงเอ่ยเสียงดังจนใบหน้าหวานต้องหันขวับกลับมามองทันที คิ้วเรียวสวยขมวดกันเป็นโบว์อย่างขัดใจก่อนนิ้วยาวจะบีบเข้าที่จมูกของคนพูดด้วยความหมั่นไส้

นี่แน่ะ ผู้มีพระคุณอะไรกันฮะ!? นายเป็นคนพูดเองนี่ว่าวันนี้จะตามใจฉันทุกอย่างแล้วยังจะมาพูดเรื่องบุญคุณอีกเหรอ น่าไม่อายเลยนะนาย.... นี่แน่ะๆ

โอ้ย! มันเจ็บนะแจจุง

เจ็บสิดี นายจะได้เลิกเอาตักของฉันเป็นหมอนบ้านนายซักที ฉันไม่ชอบ

ก็ได้ๆ ฉันยอมแล้วไม่หนุนตักนายก็ได้ ยุนโฮเอ่ยเสียงอ่อยยอมแพ้ก่อนจะยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง พลางมือหนาก็ลูบจมูกตัวเองไปมาเพราะความเจ็บจากแรงบีบของคนสวยเมื่อกี้ คนอะไรมือหนักชะมัด?!



*


บรรยากาศชวนอึมครึมภายในซอยแคบเพราะความมืดยามรัตติกาลกำลังคืบคลานเข้ามา ปรากฏร่างของใครบางคนที่กำลังสาวเท้าเดินอย่างรีบร้อนด้วยเพราะไม่พอใจที่เบื้องหลังมีใครอีกคนกำลังเดินตามมา

ร่างบางเดินหอบพะลุงพะลังเต็มสองมือพลางหันกลับไปมองด้านหลังสลับกับก้าวเดินอย่างรวดเร็วเพื่อทิ้งระยะห่างระหว่างตัวเองกับร่างสูงที่เดินตามมา ใบหน้าหวานขึ้นสีด้วยความโมโหหงุดหงิดในความมืดก่อนจะหมดความอดทนหันไปตวาดใส่คนที่กำลังเดินตามมา

นี่! เลิกตามฉันซักทีได้ไหม? เหมือนนายเป็นคนโรคจิตหยั่งงั้นแหละ แจจุงเบ้หน้าด้วยความรำคาญทำให้ยุนโฮที่เดินตามมาทันแล้วหยุดยืนตรงหน้าพอดีพลางฉีกยิ้มกว้างจนดวงตาเล็กหยี

ก็ฉันเป็นห่วงความปลอดภัยของนายนี่ แล้วนี่มันก็ดึกแล้วด้วย ฉันกลัวว่านายจะโดนคนบ้ากามฉุดไปทำมิดีมิร้ายเพราะคิดว่านายเป็นผู้หญิง

ไอ้คน....

อีกอย่างฉันเป็นคนพานายไปเที่ยวจนต้องกลับบ้านจนดึกดื่นแบบนี้ ฉันก็ต้องรับผิดชอบพานายมาส่งเพื่อความไม่ประมาทในความปลอดภัยของนายสิ ยุนโฮสาธยายยาวเหยียดให้แจจุงฟังพลางฉีกยิ้มกว้างให้อีกครั้ง แจจุงมองใบหน้าคมทะเล้นก่อนจะส่ายหน้าอย่างเอือมระอา คงจะห้ามไม่ได้สินะเพราะถึงจะห้ามไม่ให้นายตามมายังไง นายก็ยังจะดึงดันตามมาอยู่ดี

อยากทำอะไรก็เชิญ แจจุงว่าสั้นๆ ก่อนหันหลังกลับเดินต่อไป ยุนโฮยกยิ้มน้อยๆ อย่างมีชัยพลางสาวเท้าตามร่างบางไป ร่างสูงรีบเดินไปอยู่ข้างๆ ร่างบางก่อนเอื้อมมือไปแย่งถุงเสื้อผ้า ข้าวของต่างๆ ของคนสวยมาถือไว้ซะเอง ทำเอาเจ้าของถุงพวกนั้นหันมามองด้วยความสงสัย

นายจะทำอะไรอีกล่ะ?”

ฉันก็ช่วยนายถือของไงยุนโฮบอกยิ้มๆ ขณะเดินถือของทั้งของตัวเองและร่างบางอย่างสบายอารมณ์

ไม่ต้อง! ฉันถือเองได้ แจจุงสวนกลับพลางแย่งของของตัวเองคืน แต่หากเจ้าตัวรีบหันตัวหลบไปได้ซะก่อน ไม่ยอมให้คนสวยแย่งของคืนไปง่ายๆ

ยุนโฮ เอามานะ.... นี่!”

ฉันไม่เอาของของนายหรอกน่า เพราะฉันก็มีเหมือนนายทุกอย่างนั้นแหละ

ฉันไม่ได้หมายถึงแบบนั้นนะ เอามานี่!”

ไม่เป็นไร ฉันอยากถือให้นาย ยุนโฮตัดบทเด็ดขาดก่อนจะเดินนำหน้าคนสวยไป แจจุงมองตามแผ่นหลังกว้างอย่างหงุดหงิด ก่อนไม่ยอมแพ้เดินตามร่างสูงไปติดๆ

นายรู้จักบ้านฉันรึไง? ถึงได้เดินนำหน้าฉันเนี้ย” แจจุงตะโกนถามร่างสูงหันหน้ากลับมาพลางส่งยิ้มหวานให้ก่อนเอ่ย

รู้สิ ทำไมจะไม่รู้จักบ้านนายออกจะใหญ่โตมหึมาขนาดนั้น

นายรู้จักบ้านฉันได้ยังไง ในเมื่อฉันไม่เคยพาใครมาหรือบอกใครเลยซักคน

ความลับ ยุนโฮยิ้มเจ้าเลห์พลางเดินผิวปากไปเรื่อยๆ อย่างอารมณ์ดี แจจุงมองแผ่นหลังนั้นด้วยคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวมากมาย ทำไมคนๆ นี้ถึงได้รู้จักบ้านเขาได้นะ แถมวันนี้ยังทำตัวแปลกๆ อีกที่อยู่ๆ ชอง ยุนโฮ ศัตรูตัวฉกาจสำหรับแจจุงมาชวนไปเที่ยว แถงยังเลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ ซื้อของโน้นนี่ให้ทุกอย่าง น่าสงสัยชะมัด!

แล้วทั้งคู่ก็เดินมาถึงบ้านหลังใหญ่ที่แม้จะอยู่ในความสลัวของแสงที่ส่องมาจากเสาไฟข้างทาง แต่ก็ไม่อาจบดบังรัศมีของความงามด้วยสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าบ้านไปได้ รูปปั้นขนาดมหึมาของสัตว์ที่ปราดเปรียวอย่างเพกาซัสตัวขาวตั้งเด่นหราอยู่กลางบ่อน้ำพุในท่วงท่ากำลังวิ่งเหยาะๆ

ยุนโฮมองหน้าบ้านของแจจุงแล้วก็อุทานออกมาอย่างตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ดวงตาเล็กหยีเบิกกว้างราวกับไม่เคยเห็นสิ่งที่มหัศจรรย์ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วเขาเห็นมันจนชินตาเสียด้วยซ้ำเพราะชอบแอบตามแจจุงเวลากลับบ้านแทบทุกวัน

ขอบใจที่เป็นสตอกเกอร์ตามฉันมานะ ชอง ยุนโฮแจจุงกล่าวขอบคุณก่อนจะหยิบของของตัวเองมาจากมือยุนโฮ

แล้วฉันก็คงไม่สะดวกหากจะเชิญนายเข้าบ้าน เพราะนี้มันก็ดึกมากแล้วด้วยนายควรจะรีบกลับบ้านไปซะ เดี๋ยวคนที่บ้านนายจะเป็นห่วงเอา

ครับๆ ทราบแล้วครับท่านคิม ยุนโฮรับคำทะเล้นพลางส่งยิ้มให้น้อย ร่างบางมองใบหน้าหล่อเหลาแวบนึงก่อนจะหันหลังเดินเข้าบ้านไป แต่หากเสียงทุ้มกลับโพล่งขึ้นดักคอเขาไว้ซะก่อน

เดี๋ยวสิแจจุง

อะไรล่ะ?” และใบหน้าหวานก็หันกลับมาตามคำเรียกด้วยความเซ็ง จะอะไรกันนักกันหนาว่ะ

ราตรีสวัสดิ์ ฝันดีนะ

อืม นายไปได้แล้วไปฉันจะเข้าบ้านแจจุงปัดมือส่งๆ ให้ยุนโฮก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านแต่ว่าไอ้คนหน้าหมีตัวดีก็ยังเรียกไว้อีกครั้ง

แจจุง...

อะไรอีกล่ะ?”  ร่างบางหันกลับอย่างหัวเสียพลางเบ้หน้าอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร จะเรียกหาพระแสงอะไรวะ? คนยิ่งเหนื่อยๆ อยู่ อยากขึ้นไปพักผ่อนนะเว้ยมีอะไรจะพูดอีกว่ะ!

คือฉัน..... ให้นาย ร่างสูงเอ่ยก่อนจะดึงมือของแจจุงมาค่อยๆ สวมเลทสีเงินวาวให้ ความมันวาวของมันเปล่งประกายจนทำให้แจจุงสังเกตได้ว่ามันมีตัวอักษรเล็กๆ สลักคำอะไรซักอย่างไว้อยู่ และนั้นก็ทำให้แจจุงยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ว่าทำไมมันต้องเป็นอักษรชื่อของตัวเองกับคนตรงหน้าด้วยแถมยังมีรูปหัวใจคั่นตรงกลางอีก

อะไรของนาย?”

เลทข้อมือ ฉันให้นายยุนโฮส่งยิ้มหวาน

พอดีฉันไปทำตอนที่นายเดินซื้อเสื้อผ้าอยู่น่ะ สวยใช่ไหมล่ะ?”

ก็สวย.... สวยดี แจจุงตอบพลางมองข้อมือซ้ายของตัวเองที่มีเลทสีเงินคล้องอยู่ มันดูเป็นเลทเรียบๆ ง่ายๆ ไม่มีลวดลายอะไรก็จริง แต่เมื่อมันขึ้นมาอยู่กับผิวขาวเนียนอมชมพูของเจ้าตัวแล้วกลับงดงามและมีราคาขึ้นมาเป็นกอง ดูเด่นสะดุดตาและมีความหมายลึกซึ้งเวลามองจริงๆ

แต่ฉันสงสัย ทำไมนายต้องสลักเป็นชื่อของฉันกับนายด้วย แล้วอีกอย่าง.... ไอ้หัวใจตรงกลางนี่มันหมายความว่ายังไง? ฉันไม่เข้าใจร่างบางเงยหน้าขึ้นถามยุนโฮซึ่งคนถูกถามก็ส่งยิ้มหวานให้อีกครั้งก่อนเอ่ยตอบ

ก็ฉันอยากให้นายรู้ไว้ว่าฉันกับนายเป็นเพื่อนกัน เราไม่ได้เป็นเพียงคนร่วมโลก แต่เราคือ มิตรภาพ ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แม้ว่ามิตรภาพนั้นฉันกับนายจะสร้างมันขึ้นมาในเวลาสั้นๆ ก็ตามร่างสูงมองหน้าคนสวยที่กำลังใจจดใจจ่อกับการอธิบายของตัวเองก่อนจะพูดต่อ

ส่วนหัวใจที่คั่นอยู่ตรงกลาง มันก็ไม่มีอะไรพิเศษนักหรอก แต่ว่าเวลามันมาอยู่ในที่ที่มันควรจะอยู่แล้วมันสามารถสื่ออะไรที่พิเศษออกมาได้มากมาย เหมือนที่มันสื่อถึงมิตรภาพพิเศษระหว่างฉันกับนายไง มันหมายถึงว่า ฉันรักนาย นะและนายก็รักฉันด้วย

ยุนโฮว่าพลางจับมือของแจจุงขึ้นมา สายตาคมจ้องลึกเข้าไปในแววตากลมราวกับกำลังพยายามสื่อความหมายอะไรบางอย่าง หากแต่คนสวยกลับชักมือกลับด้วยความตกใจ ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเขินอาย

พูดอะไรออกมา ไม่อายบ้างรึไงนะ! ฉันฟังยังอายเลย

ยุนโฮ วันนี้ฉันว่านายเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ นายเพี้ยนจนพูดอะไรที่มันไม่ใช่ความจริงออกมา นายมันเพี้ยนขั้นเทพจริงๆ เลยแจจุงพูดก่อนจะหลบหน้ามองไปทางอื่นปิดบังสีแก้มของตัวเอง

นายกลับไปได้แล้วไป ฉ... ฉัน.... ฉันจะขึ้นนอนแล้ว

เดี๋ยวสิแจจุง....

อะไรอีกเล่า! ถ่วงเวลาตลอดเลยนะแจจุงโววายอย่างไม่สบอารมณ์ เรียกหลายรอบแล้วนะเว้ย! มีอะไรก็รีบๆ พูดสิว่ะไอ้หน้าหมี!

นายใส่ให้ฉันด้วยสิ ยุนโฮว่าพลางยื่นเลทข้อมืออีกอันให้ หวังให้เจ้าของใบหน้าหวานใส่ให้ตัวเองบ้างเป็นการแลกเปลี่ยนกันเพราะเขาใส่ให้คนสวยแล้ว คนสวยก็ต้องใส่คืนให้เขาด้วยไม่งั้นมันจะไม่เท่าเทียมกัน

นายก็ใส่เองดิ มีมือเหมือนกันนี่ นิ้วก็ไม่ได้ขาดซักหน่อยร่างบางตอบกวนๆ พลางพยายามยัดเลทใส่มือของยุนโฮ แต่คนที่ยัดให้เมื่อกลับไม่ยอมรับไว้ซะอย่างนั้น

นะแจจุง เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้นะ.... พรุ่งนี้น่ะ ยุนโฮเอ่ยเสียงแผ่ว ใบหน้าคมซึมไปเล็กน้อยกับแววตาที่หมองลงอย่างเห็นได้ชัดกลับประโยคสุดท้ายที่เอ่ยออกมา แต่ใบหน้าหวานก็ไม่ทันสังเกตเห็น

นายใส่ให้ฉันหน่อยได้ไหม?” ยุนโฮขอร้องอีกครั้ง เขาอยากให้แจจุงสวมให้ด้วยตัวเองก่อนที่เขาจะไม่มีโอกาสให้คนตรงหน้าสวมให้ แต่ว่าแจจุงก็ยังดึงดันไม่ยอมใส่มันให้อยู่ดี

พูดอะไรของนาย? พรุ่งนี้นายก็ไปโรงเรียนไม่ใช่รึไง ฉันก็ไปทำไมเราจะไม่ได้เจอกัน เดี๋ยวฉันใส่ให้นายพรุ่งนี้ก็ได้

นั้นสินะ.... สุดท้ายความพยายามของเขาก็ไม่เป็นผล ยุนโฮเอ่ยเสียงเบาเห็นด้วยแต่ใบหน้าคมก็ยังคงซึมอยู่เหมือนเดิม ถึงกระนั้นก็พยายามที่จะปั้นหน้ายิ้มแย้มให้ร่างบางต่อ

แล้วถ้านายไม่ใส่ให้ฉันล่ะ?”

ฉันไม่ผิดคำพูดหรอกน่า บอกว่าใส่ก็ใส่ให้สิแจจุงสัญญาก่อนจะยื่นเลทข้อมือคืนให้ยุนโฮ

เอานี้เก็บไว้กับนายก่อน พรุ่งนี้จะใส่ให้

ไม่เอา ไว้กับนายนั้นแหละดีแล้วยุนโฮบอกพลางให้เลทกับแจจุง ร่างบางรับมันมาแต่โดยดีก่อนที่คนตรงหน้าจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

งั้นฉันไปก่อนนะ วันนี้สนุกมากเลย แล้วก็นายสัญญาแล้วนะว่าจะใส่ให้ฉันด้วยตัวของนายเอง ห้ามผิดสัญญานะยุนโฮย้ำร่างบางก่อนจะวิ่งหายไปในความมืด

รอฉันนะ รอจนกว่าฉันจะกลับมาแล้วนายจะเป็นคนใส่เลทนั้นให้ฉันด้วยตัวนายเอง แจจุง....

ร่างบางล้มกายลงบนเตียงภายในห้องนอนหรูของตัวเองพลางวางของทั้งหมดลงอย่างไม่ใส่ใจนัก เปลือกตาทั้งสองข้างค่อยๆ ปิดลงช้าๆ พร้อมกับที่แขนเรียวยกขึ้นมาเกยหน้าผากพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยถึงเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วยความรู้สึกสับสน ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคนอย่างชอง ยุนโฮถึงต้องมาทำดีกับเขา ทั้งๆ ที่ปกติแม้แต่จะเอ่ยปากคุยกันดีๆ ซักครั้งยังแทบจะไม่เคยเลย แถมคำพูดแปลกๆ เมื่อกี้นี้อีกมันหมายความว่ายังไงกันนะที่ว่าเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกน่ะ นายหมายถึงอะไร ยุนโฮ

ที่นายพูดเมื่อกี้ นายต้องการบอกอะไรกับฉันกันแน่? ยุนโฮ


*


บรรยากาศครึกครื้นในวันจบการศึกษาถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตเหมือนๆ กับทุกปีที่ผ่านมา นักเรียนชั้นปีสุดท้ายต่างพากันมาร่วมงานกันอย่างคับคั่งเพราะนี้คือวันสุดท้ายแล้วที่พวกเขาจะได้อยู่ร่วมกัน เพราะต่อจากนี้ไปแต่ละคนจะต้องมีวิถีชีวิตต่างกัน ทั้งคณะใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยใหม่ ทั้งเพื่อนหน้าใหม่ๆ ที่ถ้าเจอเพื่อนที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าเจอเพื่อนไม่ดีก็ถือว่าโชคร้าย และบางทีโชคชะตาอาจทำให้พวกเขาไม่ได้เจอกันอีกเลยก็ได้

ในวันนี้ไม่เพียงแต่นักเรียนที่จบการศึกษาเท่านั้นที่มาร่วมงาน ยังรวมไปถึงรุ่นน้องชั้นปีต่างๆ ด้วยที่มาร่วมแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ด้วยความเคารพ พร้อมกับหอบหิ้วของที่ระลึกมากมายมามอบให้กับรุ่นพี่ที่ตัวเองปลื้มด้วย และแน่นอนที่จะต้องมีการสารภาพรักกับรุ่นพี่ที่ตัวเองชอบด้วยเช่นกัน มันกลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติต่อๆ กันมาในรั้วโรงเรียนแห่งนี้แล้ว

แจจุงเดินเข้ามาในงานตั้งแต่เช้าตรู่เพราะคำสั่งของอาจารย์ที่ปรึกษาที่บอกไว้เมื่อวานนี้และเมื่อเดินเข้ามาบรรยากาศแห่งความยินดีก็ปะทะเข้าเต็มๆ แต่กระนั้นแจจุงกลับเลือกที่จะหลบมุมมานั่งอยู่คนเดียวใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างหอประชุมที่จัดงาน เพราะนิสัยของตัวเองที่ไม่ค่อยจะสนใจกับบรรยากาศที่มีคนเยอะๆ แบบนี้ซักเท่าไหร่

แจจุงหย่อนกายนั่งลงบนม้าหินอ่อนสีขาวพลางเหม่อมองไปข้างหน้า ลมเอื่อยๆ พัดเข้ามาปะทะกับร่างทำให้แจจุงรู้สึกดีขึ้น แต่กระนั้นก็ยังคงบ่นอุบอิบที่ต้องมาโรงเรียนแต่เช้าตามคำสั่งของอาจารย์ทั้งๆ ที่เจ้าตัวคนที่สั่งกลับมาสายซะเอง

บ้าจริงๆ เลย อาจารย์เป็นคนพูดเองแท้ๆ ว่าให้มาแต่เช้า แต่ตัวเองดันมาสายแล้วจะสั่งคนอื่นให้รีบมาทำไมตัวเองยังทำให้ดูไม่ได้เลย ร่างบางพึมพำอย่างไม่ชอบใจ เพราะเขาไม่ชอบการผิดคำพูดกับใครหรือให้ใครมาผิดคำพูดกับเขา แม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใครก็ตามพูดแล้วก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองพูดไป นี่แหละคือนิสัยของคนอย่างคิม แจจุง

นักเรียนชั้นม.ปลายปีสุดท้าย ที่จะเข้าพิธีจบการศึกษาในวันนี้ ขอให้นักเรียนทุกคนเข้าหอประชุมใหญ่เพื่อทำพิธีได้แล้วคะ เสียงประกาศตามสายของอาจารย์ห้องประชาสัมพันธ์ดังขึ้น แจจุงสะดุ้งตัวตื่นจากภวังค์ความคิดพลางถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในงาน

งานจบการศึกษาของนักเรียนชั้นม.ปลายเริ่มขึ้นโดยผู้อำนวยการโรงเรียนปาร์ค ยูชอนขึ้นมากล่าวแสดงความยินดีกับนักเรียนชั้นปีสุดท้ายและอวยพรให้นักเรียนที่จบการศึกษาทุกคนได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่เลือกไว้ ต่อจากนั้นจึงเป็นการมอบใบประกาษณียบัตรแก่นักเรียนดีเด่นที่ประพฤติตัวดี ผลการเรียนดี และมีความมานะพยายามในการเรียน ซึ่งก็คือนักเรียนตัวอย่างสองสมัยซ้อนอย่างชิม ชางมิน เพื่อร่วมชั้นที่อยู่ห้อง A ของแจจุง

และสุดท้ายก็เป็นการมอบวุฒิบัตรจบการศึกษาแก่นักเรียนที่จะจบการศึกษาในวันนี้ทั้งหมด ก่อนที่อาจารย์คิม จุนซู ที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรในงานวันนี้จะกล่าวแสดงความยินดีแก่นักเรียนเล็กน้อยและกล่าวรายงานจบพิธีการศึกษาเป็นอันเสร็จพิธี

ซีวอน นายเห็นเพื่อนนายบ้างไหม?” แจจุงวิ่งเข้าไปถามหนุ่มร่างสูงที่จุบกลุ่มยืนคุยอยู่กับเพื่อนหลังจบพิธีจบการศึกษา

ใครอ่ะ? เพื่อนฉันมีตั้งหลายคน

ก็ยุนโฮ เพื่อนสนิทของนาย

ไม่เห็นหรอก ตั้งแต่เช้าแล้วฉันยังไม่เห็นมันเลย ซีวอนตอบพลางทำหน้าสงสัยเช่นกัน ทำไมไอ้ยุนมันถึงยังไม่มาว่ะ พิธีก็จบไปแล้วด้วยปกติมันไม่ใช่คนแบบนี้นี่หว่า ร่างสูงคิดก่อนจะนึกขึ้นได้

ลองไปหาฮันคยองดูสิ เผื่อหมอนั้นจะอยู่กับไอ้ฮัน

เหรอ ขอบใจนะ

เอ้อ! ว่าแต่นายเหอะตามหามันทำไม?” ซีวอนถามอย่างงๆ เพราะเป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าคิม แจจุง เป็นศัตรูตัวร้ายกับชอง ยุนโฮ

เปล่าหรอก ไม่มีอะไรฉันไปก่อนนะว่าแล้วร่างบางก็วิ่งหายไปทันที ปล่อยให้ซีวอนมองตามด้วยความสงสัยต่อไป

แจจุงตามหาฮันคยองอย่างเอาเป็นเอาตายทั่วโรงเรียนตามคำแนะนำของซีวอนว่าไอ้คนหน้าหมีอาจจะอยู่กับฮันคยองก็ได้ จนในที่สุดร่างบางก็เจอนักเรียนทุนแลกเปลี่ยนจากประเทศจีนยืนม้อสาวๆ รุ่นน้องอยู่หน้าโรงเรียน พอกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวฮันคยองกลับไม่มีวี่แววของคนที่ตามหาเลยซักนิด มีแต่นักเรียนหญิงรายล้อมตัวฮันคยองเต็มไปหมด

ฮันคยอง!”

อ้าวแจจุง มีอะไรรึเปล่าถึงวิ่งหน้าตั้งมาขนาดนั้น?” ฮันคยองถามพลางละความสนใจมาที่คนสวยที่วิ่งมาหาเขาทันที ทำเอาสาวๆ รุ่นน้องจ้องร่างบางอย่างไม่วางตาอย่างไม่พอใจ

ยุนโฮได้อยู่กับนายไหม?”

ไม่นะ ตั้งแต่เช้าแล้วมันยังไม่โผล่หัวมาเลย โทรไปก็ไม่ติดฮันคยองตอบก่อนถามแจจุงกลับ

นายมีอะไรกับยุนโฮมันเหรอ?”

ป.... เปล่าๆ ฉันแค่อยากรู้เฉยๆ เอ่อ.... ขอบใจนะ

แจจุงตัดบทเพราะไม่อยากอยู่กับฮันคยองนานไปมากกว่านี้โดยที่มีแววตาอาฆาตร้ายแรงจ้องอย่างไม่วางตาเป็นสิบๆ คู่ ก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงออกมาที่ใต้ต้นไม้ต้นเดิมที่เขาแอบมานั่งเมื่อเช้านี้ ร่าบางหย่อนกายลงบนเก้าอี้ไม้หินอ่อนก่อนพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด

นายหายไปไหนนะ? ยุนโฮ ร่างบางสบถอย่างโมโหก่อนจะล้วงหยิบเลทสีมันวาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อของตัวเอง ดวงตาคู่งามจดจ้องอยู่ที่อักษรที่สลักชื่อของตัวเองและยุนโฮอย่างไม่สบอารมณ์ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนพูดแท้ๆ ว่าจะให้ฉันใส่เลทนี้ให้วันนี้ แต่ตัวเองกลับเบี้ยวไม่ยอมมาซะงั้น แล้วนายจะมาฝากไว้กับฉันทำไม ฉันไม่ใช่ที่รับฝากของของใครนะ

เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้นะ พรุ่งนี้น่ะ.....