วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

Wait for Love รอเพื่อรัก : YunJae (2)





ติ๊ด ติ๊ด..



เสียงนาฬิกาปลุกเรือนงามบนหัวเตียง เรียกให้ร่างบางที่กำลังหลับสนิทภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่เปิดตาขึ้นพลางเอื้อมแขนไปกดปิดเสียงด้วยความรำคาญ ก่อนเปลือกตาคู่งามจะปิดลงอีกครั้งกลับเข้าสู่นิทราอันแสนหวานต่อไป

 พรุ่งนี้เราอาจไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้นะ แจจุง....



พรึ่บ!!!



อีกแล้ว.....ร่างบางสะดุ้งตัวตื่นลุกขึ้นนั่งอัตโนมัติ ใบหน้าหวานปรากฏเหงื่อเม็ดเล็กใสผุดพลายเต็มไปหมด

คำพูดนั้นอีกแล้ว ทำไมกัน ทำไมยังคิดถึงอยู่นะ ทำไมยังต้องรอทั้งๆ ที่ใครคนนั้นได้จากไปแล้ว เขาคนนั้นหายไปจกชีวิตแล้ว ทำไมยังต้องนึกถึงอีก เพราะอะไรกัน?

 ทำไมถึงเป็นแบบนี้.... ทำไมถึงลืมไม่ได้ซักที....

เสียงหวานสบถออกมาอย่างเจ็บปวดพลางเหลือบมองที่ข้อมือตัวเอง เครื่องประดับสีเงินวาวสองชิ้นส่องแสงเปล่งประกายวิบวับด้วยถูกแสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งตกกระทบ ชื่อที่ถูกสลักไว้ของตัวเองกับใครอีกคนที่ถูกคั่นไว้ด้วยหัวใจดวงน้อยมองดูแล้วยิ่งเจ็บใจนัก

ผ่านมาหกปีแล้วสำหรับการรอคอย แต่ยิ่งนับวันรอเท่าไหร่หัวใจก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้นยิ่งคิดถึงก็ยิ่งทรมาน ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคนๆ นั้นคนเดียวแท้ๆ เชียว ช่วงชิงเอาหัวใจเขาไปแต่กลับไร้ความรับผิดชอบ ทอดทิ้งให้ต้องอยู่คนเดียวกับความเหงาที่เข้ามาเกาะกินหัวใจตลอดมา

ทั้งๆ ที่อุตส่าห์เข้าใจความรู้สึกของตัวเองแล้วแท้ๆ ทั้งๆ ที่ผ่านมาคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ดีแล้ว ว่าการที่ได้รับการปฏิบัติแบบนั้นหมายถึงอะไร แต่ทำไมยังปล่อยให้ต้องคอยด้วยความเจ็บปวดอยู่แบบนี้ คิดจะลงโทษกันรึไงนะที่ไม่ยอมเข้าใจความรู้สึกให้เร็วกว่านี้

 พอซักที...เสียงหวานสบถขึ้นมาอีกครั้งพลางสลัดความคิดที่แสนทรมานนั้นออกไปจากหัว

ต่อไปจะไม่คิดแบบนี้อีกแล้ว จะไม่รอให้เขาคนนั้นกลับมา จะไม่คิดถึง จะไม่ต้องการ จะไม่โหยหาอีกต่อไป เพราะแค่นี้หัวใจของตัวเองก็บอบช้ำเกินพอ ทุกสิ่งที่ได้รับมันควรค่าแก่การจดจำแล้ว

ร่าบางค่อยๆ ลุกลงจากเตียงเงียบๆ เดินตรงไปยังห้องอาบน้ำพร้อมจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะกลับออกมาด้วยกลิ่นหอมตลบอบอวนของแชมพูและครีมอาบน้ำ มือสวยหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวออกมาจากตู้พร้อมสูทสีครีมแล้วสวมใส่มัน เนคไทที่เลือกให้เข้ากันกับชุดถูกหยิบขึ้นมาผูกไว้อย่างเรียบร้อย กางเกงแสลกตัวเข้มกับถุงเท้าและเข็มขัดมียี่ห้อถูกประดับลงบนร่างกายอีกเป็นชิ้นสุดท้าย ก่อนยืนมองดูตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่สามารถส่องดูได้ทั้งตัว

ตรวจความเรียบร้อยอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ ผิวขาวเนียน สูทสีครีมขาวสะอาด กับผมซอยสไลด์ดำขลับรับกับใบหน้าคมคายหล่อเหลา หากแต่ยังคงมีความอ่อนหวานปนผสมผสานกันอย่างลงตัว

 อืม.... ครางเบาๆ ในลำคออย่างถูกใจก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าหนังทำงานและเอกสารอีกปึกใหญ่เดินออกไปจากห้อง




ริมถนนสายหลักในตัวเมืองแห่งสีสันของเอเชีย ตึกสูงระฟ้านับสิบนับร้อยตึกตั้งตระหง่านอวดความยิ่งใหญ่กันอย่างสง่าราวกับพยายามไขว่คว้าท้องนภาอันเป็นรางวัลแก่ความสง่างาม แต่หากว่านั้นเป็นเพียงแค่ความคิดความฝันที่โง่เง่าของคนเท่านั้น

บริษัทรับจัดงานคอนเสิร์ตอย่างเอสเอ็มกรุ๊ป เอ็นเตอร์เทรนเมนต์ ก็เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสูงระฟ้าเหล่านั้นที่ตั้งสง่าอยู่ในเมืองแห่งนี้ และก็เป็นอีกหนึ่งจุดสนใจของเหล่ามหาชนภายในเมืองด้วย ส่วนงานภายในบริษัทที่พนักงานแต่ละคนทำอยู่ต่างก็เป็นงานที่ทุกคนใฝ่ฝันและอยากเข้าไปทำงาน เพราะสามารถเข้าไปใกล้ชิดกับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบและมีชื่อเสียง ซึ่งร่างบางก็เป็นหนึ่งในความโชคดีนั้นที่ได้เข้าไปทำงานที่เอสเอ็มฯ นี้ และยังทำงานในตำแหน่งที่สูงพอดูอีกด้วย แต่หากร่างบางไม่ได้มีความคิดเหมือนคนเหล่านั้นที่อยากเข้ามาทำงานเพราะอยากเจอศิลปินที่ตัวเองชื่นชม แต่เพราะร่างบางรักในการทำงานในด้านนี้ต่างหาก จึงเข้ามาสมัครงานที่นี้และก็ได้คำตอบรับตกลงกลับมา

 สวัสดีคะ คุณแจจุง เสียงเล็กใสของพนักงานต้อนรับประชาสัมพันธ์เอ่ยทัก ร่างบางหยุดชะงักก่อนจะส่งยิ้มหวานน้อยๆ ให้เธอ

 สวัสดีครับ คุณซูยอง

 วันนี้เป็นวันแรกในการทำงานที่ได้เลื่อนขั้นใช่ไหมคะ?” หญิงสาวผมสีบลอนด์ถามเสียงหวาน ใบหน้าอ่อนวัยมองร่างบางด้วยความชื่นชม เพราะทั้งๆ ที่ยังอายุน้อยอยู่แท้ๆ แต่กลับได้เลื่อนขั้นการทำงานเร็วขนาดนี้ นับว่ามีความสามารถเกินตัวจริงๆ

            ครับ

            เมื่อวานดิฉันไม่ทันได้แสดงความยินดีด้วย ขอโทษด้วยนะคะหญิงสาวว่าพลางค้อมหัวน้อยๆ ร่างบางมองกริยาของเธอแล้วรีบเอ่ยขึ้นขัดทันที

 ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ แค่ผมรู้ว่าเพื่อนสนิทอย่างคุณดีใจกับผมด้วยก็พอแล้วล่ะครับ

 คุณแจจุงนี้ใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะคะเธอพูดชมก่อนส่งยิ้มน้อยๆ ให้ร่างบาง

ไม่หรอกครับ เอ่อ พอดีผมมีประชุมด่วนแต่เช้า ยังไงก็ขอตัวก่อนนะครับ

            ค่ะ ตั้งใจทำงานนะคะ หญิงสาวให้กำลังใจ ร่างบางยิ้มตอบเธอน้อยๆ ก่อนจะเดินขึ้นลิฟต์ไปยังห้องทำงานของตัวเองที่อยู่บนชั้นสิบเอ็ด แม้จะไม่อยู่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับความสูงที่มีทั้งหมดสามสิบสามชั้น และชั้นของเพื่อนๆ ในตำแหน่งเดียวกันที่อยู่สูงกว่า แต่ว่าร่างบางก็มีความสำคัญไม่น้อยในการทำงาน เพราะตำแหน่งใหม่ที่ได้รับนั้นเป็นถึงหัวหน้างานที่ดูแลเรื่องเครื่องไฟและเอฟเฟกต์ต่างๆ

            ร่างบางก้าวขาอย่างเร่งรีบเข้ามาภายในห้องทำงานใหม่ วางเอกสารที่หอบหิ้วมาจากที่บ้านไว้บนโต๊ะก่อนจะออกไปจากห้องอีก ตรงดิ่งไปยังห้องประชุมที่อยู่ชั้นสิบเก้าทันที เห็นว่าวันนี้จะมีหัวหน้าผู้จัดการคนใหม่มา เขาเลยต้องไปต้อนรับซักหน่อยเพราะยังไงก็ต้องร่วมงานกันแน่ๆ และที่สำคัญเขาคนนั้นต้องมาเป็นหัวหน้าดูแลฝ่ายตัวเองอีกด้วย


ก๊อก ก๊อก...


 ขอโทษที่มาช้าครับร่างบางกรอกเสียงเข้าไปข้างในก่อนจะดันประตูเปิดออกพร้อมเดินเข้าไปในห้อง หัวหน้าฝ่ายอื่นๆ พากันนั่งอยู่ก่อนแล้วร่างบางจึงปรี่ไปนั่งที่ของตัวเองทันที

            เอาล่ะ ในเมื่อหัวหน้าคิมก็มาแล้ว ผมก็ขอเริ่มเลยแล้วกันลี ซูมาน ประธานบริษัทกล่าวก่อนจะมองหน้าลูกน้องทุกคนแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
  
            ทุกคนคงได้ข่าวกันแล้วใช่ไหมที่หัวหน้าผู้จัดการลีนั้นถูกย้ายให้ไปประจำตำแหน่งที่สาขาชองนัม ดังนั้นผมเลยจึงต้องแต่งตั้งหัวหน้าคนใหม่ขึ้นมาแทน.....

            คนที่มาแทนหัวหน้าลีคือหัวหน้าปาร์คใช่ไหมรับ?” จู่ๆ หัวหน้าแผนกคนหนึ่งก็โพล่งขึ้นขัด ทำเอาหัวหน้าปาร์คที่ถูกพาดพิงถึงกับสะดุ้งเฮือก จะเพราะว่าตกใจหรือดีใจกันแน่ก็ไม่ทราบที่ถูกพูดถึงแบบนั้น แต่สีหน้าของหัวหน้าปาร์คก็แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าตัวเองก็พอใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกันที่อาจจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปอีก

            ใช่ครับ คนที่มาแทนหัวหน้าลีคือหัวหน้าปาร์คใช่ไหมครับ ประธาน หัวหน้าแผนกอีกคนถามซ้ำ นั้นยิ่งทำให้หัวหน้าปาร์คยิ่งหน้าบานเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นที่รู้ๆ กันดีอยู่แล้วว่าเป็นคนที่มีความสามารถขนาดไหน และยังเป็นคนสนิทของประธานอีก เรื่องนี้แม้แต่ร่างบางที่เพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นยังรู้เลย แต่ว่าการเลือกหัวหน้าคนใหม่ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นหัวหน้าปาร์คซะเมื่อไหร่ เพราะประธานไม่ได้บอกล่วงหน้าไว้ก่อน อาจจะเป็นคนอื่นก็ได้ใครจะไปรู้

 ไม่ใช่หรอก ไม่ใช้หัวหน้าปาร์คหรอก ประธานซูมานปฏิเสธ ทุกคนในห้องจึงมองหน้ากันอย่างสงสัยทันที แม้แต่หัวหน้าปาร์คที่คิดว่าตัวเองอาจจะได้เลื่อนขั้นก็งงไปตามๆ กัน

อ้าว! ถ้าไม่ใช่หัวหน้าปาร์คแล้ว คนๆ นั้นเป็นใครละครับ?” หัวหน้าแผนกคนเดิมเป็นฝ่ายถามกลับ

เขาเป็นหลานชายของผมเอง เพิ่งเรียนจบปริญญาโทจากอังกฤษมาใหม่ผมเลยให้เขามาฝึกงานที่บริษัทของเราประธานซูมานตอบพลางรอยยิ้มในความภูมิใจของหลานชายจะผุดขึ้น

ผมทราบดีตอนนี้พวกคุณคิดยังไงกัน พวกคุณคงคิดว่าทำไมผมถึงเอาหลานชายที่เพิ่งเรียนจบเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่สูงขนาดนี้ใช่ไหม ผมรู้ว่ามันอาจไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่ผมก็อยากให้ทุกคนลองเจอกับเขาดูก่อน พวกคุณจะได้รู้จักเขามากขึ้นและอาจจะยอมรับเขาก็ได้

            สิ้นเสียงของประธานซูมาน ประตูห้องประชุมก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหล่าจะเดินเข้ามา

ขออนุญาตครับคำพูดสุภาพและน้ำเสียงนุ่มหวานกล่าวขึ้น ทำให้ร่างบางต้องหันไปมองยังต้นเสียงทันที ชายหนุ่มในชุดสูทสามชั้นสีดำสนิทที่ปกปิดร่างกายอันแข็งแรงล่ำสันไว้ ใบหน้าคมเข้มเด่นสะดุดตากับทรงผมล่ำสมัย

แต่หากกลับทำให้ร่างบางตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ เมื่อชายหนุ่มเดินผ่านหลังเขาไปยืนอยู่ข้างๆ ประธานซูมาน

ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จัก นี่คือหลานชายคนเดียวของผม ชอง ยุนโฮเพียงแค่ชื่อที่เอ่ยขึ้นมาก็ทำเอาหัวใจของร่างบางหล่นวูบ

ไม่นึกมาก่อนว่าจะใช้เขาจริงๆ นึกว่าคนตรงหน้าเป็นแค่คนที่หน้าตาคล้ายกันเฉยๆ ยิ่งคิดหัวใจก็ยิ่งเต้นแรงจนเสียงอื้ออึงไปหมด สมองขาวโพลนราวกลับตกอยู่ในแดนสวรรค์

สวัสดีครับ ผม ชอง ยุนโฮ ยินที่ได้รู้จักทุกคนครับร่างสูงเอ่ยทักทายพลางค้อมหัวให้อย่างมีมารยาท
  
            “ประธานครับ มันจะดีจริงๆ เหรอครับที่จะให้หลานท่านมาทำงานในตำแหน่งนี้ ท่านแน่ใจแล้วจริงๆ เหรอครับ

            “นั้นสิครับ ผมว่าถ้าท่านอยากให้หลานชายมาฝึกงานล่ะก็ น่าจะให้ไปทำงานในระดับเดียวกับคนทั่วๆ ไปก่อนไม่ดีกว่าเหรอครับ

หัวหน้าแผนกสองคนพูดเสนอความคิดเห็นของกันและกันเพื่อแย่งขึ้นอีกครั้ง พลางชายตาไปมองร่างสูงที่อยู่ข้างๆ ประธานบริษัท คำพูดเชิงเหน็บแนมเสียดสีที่แม้ว่าคนที่ถูกพูดใส่จะมองอยู่แต่ทั้งสองคนกลับเอาแต่ลอยหน้าลอยตาไม่สนใจแม้แต่น้อย นั้นทำให้คิ้วดกเข้มของประธานซูมานต้องตวัดเข้าหากันทันทีก่อนจะโพล่งคำพูดออกมา แต่ทว่าหลานชายคนเก่งที่ตัวเองภูมิใจกลับแย้งขึ้นก่อน
  
ผมเข้าใจดีครับว่าความรู้สึกของทุกคนในตอนนี้เป็นยังไง หัวหน้าฮัน.... คุณคงไม่ชอบใจผมเท่าไหร่สินะครับ ยุนโฮว่าพลางหรี่ตาคมมองไปที่หัวหน้าแผนกร่างใหญ่ราวกับจะบีบคั้นด้วยคำพูดที่พูดออกไปเมื่อกี้

ยังรู้จักกันน้อยไปที่จะตัดสินกันที่ภายนอกนะครับ...

            “แต่ว่าถ้าไม่ให้ผมลองทำงานดูซักครั้ง มันก็ออกจะใจร้ายกันเกินไปหน่อยจริงไหม? เพราะถึงแม้ผมจะเป็นหลานชายเพียงคนเดียวของท่านประธานก็ตาม แต่ผมก็อยากแสดงความสารถที่ผมมีออกมาให้ทุกคนเห็นและยอมรับในตัวผม ผมไม่อยากให้ทุกคนมองว่าที่ผมเข้ามาในตำแหน่งนี้ได้เพราะไปเลียขาเจ้านาย

            ร่างสูงยกยิ้มเจ้าเล่ห์พลางมองหน้าหัวหน้าฮัน ทำเอาคนถูกจ้องต้องเบือนหน้าหนีหลบสายตานั้นทันที อะไรน่ะ ไอ้ท่าทางหยิ่งผยองราวกับรู้ไปซะทุกเรื่องนั้น ขัดหูขัดตาซะจริง
  
พูดได้ดี.... ในเมื่อเขาพูดแบบนี้แล้ว ผมว่าทุกคนคงจะไม่มีปัญหาอะไรแล้วใช่ไหม? ต่อไปผมก็ฝากเขาด้วยนะครับทุกท่าน แล้วก็ช่วยดูงานที่เขาทำออกมาด้วยแล้วกัน
  
            “ครับ ประธาน

“งั้นก็เชิญทุกท่านไปทำงานตามปกติเถอะครับพูดจบเหล่าหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ก็พากันแยกย้ายกันกลับที่ทำงานของตัวเองอย่างหัวเสีย

อะไรกัน คิดจะให้เด็กที่ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเข้ามาทำงานในตำแหน่งขนาดนี้ ไม่กลัวบริษัทจะล่มจมรึไงนะ เฮอะ! ไม่เข้าใจจริงๆ

เว้นก็แต่ร่างบางเท่านั้นที่ได้แต่นั่งนิ่ง อึ้งกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ยอมลุกไปไหน ร่างกายรู้สึกเหมือนไม่อยากขยับเขยื้อนราวกับถูกตรึงไว้นับตั้งแต่ที่เห็นคนๆ นั้น คนที่ตัวเองต้องทนรอ ทนคิดถึงโหยหามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่มอบทั้งความรักและความเจ็บปวดให้

เขาคนนั้นกำลังยืนอยู่ใกล้เพียงเอื้อมแค่นี้

ใช่นายจริงๆ ยุนโฮ เป็นนายจริงๆ

            “หัวหน้าคิม กลับไปทำงานต่อได้แล้วครับ

“อ....เอ่อ ครับ ประธาน ร่างบางรับคำหลังต้องหลุดจากภวังค์เพราะเสียงของซูมานที่เดินผ่านหลังไป ร่างบางถอนหายใจเฮือกหนึ่งพลางลุกจากเก้าอี้ก่อนจะก้าวเท้าตามซูมานออกไป

“แจจุง...

กึก!

เสียงฝ่าเท้าร่างบางหยุดชะงัก เนื้อตัวสั่นเทาน้อยๆ ก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกของร่างสูงที่กำลังยืนประกบด้านหลังของตัวเองอยู่ ระยะห่างนั้นแทบจะแนบเนื้อกันด้วยซ้ำ ก็กลัวๆเหมือนกันนะ

อย่าเพิ่งไปสิ ฉันมีเรื่องจะพูดกับนายเสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยน แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ร่างบางรู้สึกผ่อนคลายขึ้นกลับรู้สึกประหม่าหนักกว่าเก่า

เรื่องอะไรเหรอครับ หัวหน้าชอง

“ห...หัวหน้าชองร่างสูงทวนคำพูดร่างบางซ้ำอย่างไม่แน่ใจว่าที่ร่างบางพูดเมื้อกี้เขาไม่ได้หูฝาดไป

            หัวหน้า...งั้นเหรอ? ไม่คุ้นหูเอาซะเลย ไม่เหมาะกับนายด้วย แจจุง

            “ค.... คือ เรื่องเมื่อวันนั้น...วันที่จบการศึกษาตอนม.ปลาย ฉันอยากขอโทษนายที่.....

“ขอโทษทำไมครับไม่เห็นจำเป็นต้องขอโทษเลยนี่ครับหัวหน้าชอง เพราะผมก็ลืมมันไปแล้วล่ะคำพูดที่ราวกับเสียดเข้าไปในใจคนฟังทำให้เจ้าตัวต้องโพล่งขึ้นอย่างสับสนกับท่าทีที่แปลกไปของร่างบาง

            ลืม?”

ถ้าจะพูดกันเรื่องแค่นี้ ผมก็ขอตัวก่อนนะครับ ตัดบทอย่างไม่ใยดีก่อนร่างบางจะเดินเลี่ยงออกจากห้องไป ปล่อยไว้เพียงร่างสูงที่ยังยืนนิ่งอึ้งกับคำพูดของร่างบางเป็นครั้งที่สอง

เจ็บ.... ในอก เหมือนมันจะระเบิดออกมา

 นายลืมวันนั้นไปได้ยังไงกัน แจจุง.....



 * 


ร่างบางเดินกลับมาที่ห้องทำงานของตัวเอง หย่อนกายลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่พลางเอนกายพิงพนักอย่างเหนื่อยล้าเปลือกตาบางค่อยๆ ปิดลงช้าๆ พลันสมองก็นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้นเมื่อหลายปีก่อน เหตุการณ์ที่ทำให้ใจตัวเองต้องทรมานตลอดมา

            “หึ....เอาอีกแล้ว ทำไมถึงหยุดเรื่องนี้ไม่ได้ซักทีนะ

ยิ่งคิด ยิ่งเกลียดตัวเอง เกลียดที่อ่อนแอได้ถึงขนาดนี้ เพียงเพราะเขามาทำให้รักแล้วจากไปแค่นี้ มันทำให้นายเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้ขนาดนี้เลยรึไง นายต้องมาจมปลักอยู่กับความทุกข์เพียงเพราะผู้ชายคนเดียวงั้นเหรอ มันคู่ควรใช่ไหม?

            “หัวหน้าคิมคะ หัวหน้าชองขอพบคะเสียงเลขาสาวดังขึ้นในสายโทรศัพท์ ร่างบางสะดุ้งเฮือกพลางลุกนั่ง

เขาคนนั้นกำลังมา.....

“คุณแทยอน ช่วยบอกเขาด้วยนะครับว่าตอนนี้ผมยุ่ง ไม่สะดวกที่จะให้เจอได้เสียงหวานตอบกลับ
  
            “เอ่อ...ต แต่ว่า....แต่เสียงปลายสายที่ตอบมากลับตะกุกตะกักด้วยความประหม่า เพราะเจ้านายทั้งคู่ต่างก็มีอำนาจพอๆ กัน เกรงว่าถ้าขัดใครซักคนอาจเกิดปัญหากับตัวเองได้

“บอกตามนี้แหละครับ

“ค่ะเสียงโทรศัพท์ถูกวางสายไปก่อนร่างบางจะปล่อยลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ยังไม่อยากเจอตอนนี้ ไม่อยากเจอ ไม่อยากคุยด้วยอะไรทั้งนั้น เพราะมันอาจจะทำให้ตัวเองต้องเจ็บมากกว่าเก่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากันตรง

ขอร้องล่ะ อย่ามาให้ฉันเห็นหน้านายอีกเลยนะ อย่ามาทำให้ฉันที่กำลังตัดใจจากนายได้ ต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้อีกเลย แค่นี้ฉันก็บอบช้ำมามากพอแล้ว.....

            ร่างบางเอนกายพิงพนักอีกครั้งแต่ก็ต้องสะดุ้งอีกเมื่อสายโทรศัพท์จากเลขาฯ สาวดังขึ้นเป็นรอบที่สองด้วยน้ำเสียงกระวนกระวายใจ

หัวหน้าคะ คือว่าหัวหน้าชองต้องการพบเดี๋ยวนี้คะ จะให้ดิฉันทำยังไงดีคะ?”

            “ก็บอกไปสิครับว่าตอนนี้ผมกำลังยุ่งอยู่

“ดิฉันบอกแล้วคะ แต่ว่า.... อ๊ะ! หัวหน้าชอง เข้าไปไม่ได้นะคะ


               
ปัง!



ประตูห้องบานใหญ่ของร่าบางถูกกระชากให้เปิดออกด้วยแรงของร่างสูงผู้มาเยือนด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ราวกับไปโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงมายังงั้นแหละ ขายาวก้าวฉับๆ ตรงดิ่งมาหาร่างบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโกร่ง ดูแล้วไม่เหมาะกับตัวเองซักนิดในสายตาร่างสูง

“หัวหน้าชอง คุณเข้ามาได้ยังไง?! ผมบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าผมไม่สะดวกที่จะให้คุณพบ ร่างบางลุกขึ้นตวาดใส่ผู้มาเยือนอย่างเหลืออด ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงก่ำด้วยความโมโหไม่แพ้กัน หัวรั้นไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ ให้ตายเหอะ

ที่นายพูดที่ห้องประชุมมันหมายความว่ายังไง?” เสียงทุ้มที่ไม่ได้ตอบคำถามก่อนหน้าถามขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยจนดูน่ากลัว ไม่บอกก็รู้ว่าตอนนี้เจ้าตัวคงกำลังไม่พอใจมากขนาดไหน

“อะไรครับ? ที่ผมพูดที่ห้องประชุม ผมพูดอะไร?” ร่างบางยังคงตอบรับคำพูดคนตรงหน้าได้ดีเหมือนไม่สนใจจุดประสงค์ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ามันหมายถึงอะไร

“ก็ที่นายบอกว่านายลืมเรื่องของเราเมื่อวันนั้นไปแล้ว มันแปลว่าอะไร?” ร่างสูงถามเสียงกร้าว ดวงตาคมสีรัตติกาลจ้องลึกเข้าไปในแววตาสวยของร่างบางด้วยความสับสน

ทำไมถึงได้พูดแบบนั้นออกมา ทำไมถึงลืมเรื่องของเราในวันนั้น นายลืมมันไปได้ยังไง  แจจุง นายลืมคำว่า รัก ที่ฉันเคยบอกนายได้ยังไง.....

            ผมไม่รู้ว่าหัวหน้าต้องการอะไรจากผมกันแน่ แต่ตอนนี้มันเวลางานเพราะฉะนั้น เชิญหัวหน้ากลับไปทำงานเถอะครับผมก็จะได้ทำงานของผมเหมือนกัน ร่างบางตอบกลับอย่างไร้เยื้อใย

ทำไมถึงคิดแบบนั้น ฉันก็ไม่ได้ลืมหรอกนะ ไอ้วันที่ฉันกับนายอยู่ด้วยกันน่ะ ฉันลืมมันไม่ลงหรอกยุนโฮ เพราะมันเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับฉัน..... แต่ว่ามันก็ทำให้ฉันเจ็บมากเหมือนกัน.....

ร่างบางเดินมายังประตูห้องพลางผายมือเชิญแขกผู้ไม่ได้รับเชิญให้ออกจากห้องไป แต่นั้นกลับยิ่งทำให้อารมณ์ของคนถูกเชิญเดือดดาลขึ้นจนน่ากลัว

“ไม่! ฉันต้องคุยกับนายให้รู้เรื่องว่าแล้วก็สาวเท้าเข้ามาประชิดตัวร่างบางพลางมองใบหน้างดงามนั้นด้วยแววตากราดเกรี้ยว

“ไม่ครับ ผมไม่มีเรื่องอะไรที่จะพูดกับหัวหน้าทั้งนั้น เชิญคุณออกไปได้แล้ว

“นายไม่มีสิทธิ์ขัดคำสั่งฉัน แจจุง

“อะ! จะทำอะไร? ปล่อยผมนะ เสียงร้องของแจจุงดังขึ้นหลังคำพูดเด็ดขาดของยุนโฮเอ่ยจบ แขนแกร่งกระชากข้อมือสวยก่อนจะดึงตัวร่างบางออกไปจากห้องทำงาน

ร่างบางได้แต่ตะโกนก่นด่าพร้อมทั้งขัดขืนไปตลอดทาง โดยมีสายตาของพนักงานบริษัททั้งตำแหน่งเล็กตำแหน่งใหญ่มองตามกันเป็นแถวด้วยความสงสัย

หัวหน้าแผนกกับหัวหน้าผู้จัดการคนใหม่กำลังเล่นอะไรกันนะ ดูเข้ากันได้ดีเนอะ

แม้ในใจพนักงานแต่ละคนจะพากันคิดแบบนี้ก็ตาม แต่ร่างบางกลับคิดต่างกันลิบลับ

คิดจะทำอะไรฉัน ยุนโฮ นายจะทรมานฉันให้ต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้ใช่ไหม แค่นายทิ้งฉันไปหลายปียังไม่สาแก่ใจนายอย่างนั้นสินะ

หลังจากถูกกระชากลากถูให้ต้องเดินตามลงมาแล้ว ร่างบางก็โดนจับยัดเข้าไปในรถสปอร์ตหรูสีดำที่จอดอยู่ในชั้นใต้ดินของบริษัท ก่อนจะเดินอ้อมมานั่งที่เบาะของคนขับแล้วเคลื่อนรถออกไป

“หัวหน้าชอง คุณจะพาผมไปไหน?” ร่างบางถามพลางจ้องใบหน้าคมด้านข้างด้วยความสงสัย หากแต่คำพูดเหล่านั้นจะถูกกลืนหายเข้าไปในอากาศเพราะคนข้างๆ ไม่ตอบกลับมา

“คิดจะทำอะไรกันแน่? คุณจะทำอะไรผม ลองถามขึ้นอีกครั้งเผื่อว่าเขาจะยอมตอบคำถามที่ข้องใจมานาน แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม ไร้คำตอบกลับมา จากความสงสัยกลายเป็นความหงุดหงิดเหมือนตัวเองถามไปไม่ได้ถามกับคนด้วยกัน เหมือนถามกับท่อนไม้มากกว่า

เป็นอะไรของนายว่ะ? ฉันถามสองรอบแล้วนะ ตอบหน่อยสิโว้ย!

“หัวหน้าชองครับ นี่ผมถามอยู่นะร่างบางถามเสียงแข็งอีกครั้ง ถ้าตื้อขนาดนี้แล้วไม่ตอบก็ให้มันรู้ไปสิว่ะ!
  
“เงียบเหอะน่า ถึงแล้วก็จะรู้เองนั้นแหละ อย่าถามมากได้ไหม มันทำให้ฉันหงุดหงิดเวลาได้ยินเสียงนายเสียงกร้าวตวาดกลับใส่คนข้างๆ อย่างเหลืออดเต็มที ใบหน้าถมึงทึงเพราะความโมโห ร่างบางชะงักด้วยความตกใจ หัวใจหล่นวูบราวกับเสียงอันทรงพลังเมื่อกี้เข้ามากระแทกร่างอย่างแรง

อะไรกันเล่า!? ทำไมต้องตะคอกใส่กันด้วย พูดดีๆ ก็ได้นี่ว่าไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยินเสียงฉันขนาดนั้นน่ะ ใบหน้าสวยซีดลงทันตา ก่อนจะเบือนหน้าหนีออกไปนอกกระจกข้างๆ

ร่างสูงเหลือบมองคนข้างๆ ด้วยความรู้สึกผิดที่เมื่อกี้ดันเผลอตัวไปตวาดใส่แรงๆ แบบนั้น แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ เพราะเรื่องที่ร่างบางลืมวันนั้นไปมันทำให้เขาหงุดหงิดแทบบ้าขนาดที่ตัวเองไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะเป็นได้ถึงขนาดนี้

ขอโทษนะ แจจุง...

รถสปอร์ตหรูเคลื่อนเข้ามาจอดยังชั้นใต้ดินอีกครั้ง แต่เป็นชั้นใต้ดินของอพาร์ตเม้นต์หรูแห่งหนึ่ง ร่างของบุคคลทั้งสองในรถต่างนิ่งเงียบกันมาตลอดทาง ไร้คำพูดใดๆ ก่อนยุนโฮจะเอ่ยขึ้นทันทีที่หยุดรถ
  
            “ลงมากับฉัน เรามีเรื่องต้องคุยกัน ร่างสูงเอ่ยพลางเปิดประตูรถออกก่อนก้าวเท้าลงมา หากแต่ว่าร่างบางข้างในยังคงนั่งนิ่งไร้ปฏิกิริยาตอบรับ เหมือนกับว่าสิ่งที่พูดออกไปเมื่อกี้ไม่ได้เข้าหูของร่าบางเลยแม้แต่นิดเดียว นั้นทำให้อารมณ์รุนแรงของยุนโฮเริ่มประทุขึ้นมาอีกครั้ง

            ริ้วกางเกงสีดำสะบัดพลิ้วไปตามการเคลื่อนไหวของขาที่ก้าวฉับๆ อย่างรวดเร็ว เดินอ้อมมายังฝั่งที่นั่งของร่างบางก่อนจะกระชากประตูรถให้เปิดออก

“ฉันบอกให้ลงมาเดี๋ยวนี้ร่างบางเงยหน้ามองตาปริบๆ พลางยกยิ้มมุมปาก

“ครับ ผมจะลงเดี๋ยวนี้ แล้วผมก็จะกลับไปที่บริษัทเดี๋ยวนี้ด้วย ร่างบางตอบอย่างประชดประชัน ก่อนเจ้าตัวจะลงจากรถตามคำสั่งของยุนโฮแล้วรีบเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว

ฉันไม่อยากคุยกับนายที่เป็นแบบนี้หรอกนะ และฉันก็ไม่อยากทำร้ายตัวเองให้ต้องเจ็บไปมากกว่านี้ด้วย

“อ๊ะ!” แต่หากว่าความเร็วของร่างบางนั้นยังเร็วไม่พอกับความโมโหของใครบางคนที่มันปะทุออกมาก่อนหน้านี้นานแล้ว ยุนโฮกระชากแขนร่างบางที่ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจก่อนจะช้อนร่างที่เบาหวิวขึ้นพาดบ่าตัวเอง พลางเดินเข้าไปในตึกโดยที่เสียงขัดขืนของร่างบางยังคงโหวกเหวกไปตลอดทาง

 ปล่อยผมลงนะ..... ปล่อยเดี๋ยวนี้ ผมบอกให้ปล่อย!.....

หุบปาก! จนกว่าจะถึงห้องฉันห้ามขัดขืนเด็ดขาด ไม่งั้นนายเจอดีแน่ คิม แจจุงร่างสูงขู่พลางยกฝ่ามือขึ้นตีก้นของคนที่อยู่บนบ่าทีหนึ่ง ทำเอาร่างบางร้องออกมาอย่างไม่พอใจ

            โอ้ย! ทำอะไรของคุณ ผมเจ็บนะ

“เจ็บสิดี นายจะได้เลิกโวยวายซักที หนวกหูจะตายอยู่แล้ว

“ไม่มีทาง!” ร่างบางตวาดกลับเสียงแข็งก่อนจะเริ่มแหกปากตะโกนขึ้นอีกครั้ง ฉันจะไม่หยุดจนกว่านายจะปล่อยฉัน ชอง ยุนโฮ!







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น