ติ๊ด ติ๊ด..
เสียงนาฬิกาปลุกเรือนงามบนหัวเตียง
เรียกให้ร่างบางที่กำลังหลับสนิทภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่เปิดตาขึ้นพลางเอื้อมแขนไปกดปิดเสียงด้วยความรำคาญ
ก่อนเปลือกตาคู่งามจะปิดลงอีกครั้งกลับเข้าสู่นิทราอันแสนหวานต่อไป
‘พรุ่งนี้เราอาจไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้นะ
แจจุง....’
พรึ่บ!!!
“อีกแล้ว.....” ร่างบางสะดุ้งตัวตื่นลุกขึ้นนั่งอัตโนมัติ
ใบหน้าหวานปรากฏเหงื่อเม็ดเล็กใสผุดพลายเต็มไปหมด
คำพูดนั้นอีกแล้ว ทำไมกัน ทำไมยังคิดถึงอยู่นะ ทำไมยังต้องรอทั้งๆ
ที่ใครคนนั้นได้จากไปแล้ว เขาคนนั้นหายไปจกชีวิตแล้ว ทำไมยังต้องนึกถึงอีก เพราะอะไรกัน?
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้.... ทำไมถึงลืมไม่ได้ซักที....”
เสียงหวานสบถออกมาอย่างเจ็บปวดพลางเหลือบมองที่ข้อมือตัวเอง
เครื่องประดับสีเงินวาวสองชิ้นส่องแสงเปล่งประกายวิบวับด้วยถูกแสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งตกกระทบ
ชื่อที่ถูกสลักไว้ของตัวเองกับใครอีกคนที่ถูกคั่นไว้ด้วยหัวใจดวงน้อยมองดูแล้วยิ่งเจ็บใจนัก
ผ่านมาหกปีแล้วสำหรับการรอคอย
แต่ยิ่งนับวันรอเท่าไหร่หัวใจก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้นยิ่งคิดถึงก็ยิ่งทรมาน
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคนๆ นั้นคนเดียวแท้ๆ เชียว ช่วงชิงเอาหัวใจเขาไปแต่กลับไร้ความรับผิดชอบ
ทอดทิ้งให้ต้องอยู่คนเดียวกับความเหงาที่เข้ามาเกาะกินหัวใจตลอดมา
ทั้งๆ ที่อุตส่าห์เข้าใจความรู้สึกของตัวเองแล้วแท้ๆ
ทั้งๆ ที่ผ่านมาคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ดีแล้ว ว่าการที่ได้รับการปฏิบัติแบบนั้นหมายถึงอะไร
แต่ทำไมยังปล่อยให้ต้องคอยด้วยความเจ็บปวดอยู่แบบนี้
คิดจะลงโทษกันรึไงนะที่ไม่ยอมเข้าใจความรู้สึกให้เร็วกว่านี้
“พอซักที...” เสียงหวานสบถขึ้นมาอีกครั้งพลางสลัดความคิดที่แสนทรมานนั้นออกไปจากหัว
ต่อไปจะไม่คิดแบบนี้อีกแล้ว จะไม่รอให้เขาคนนั้นกลับมา
จะไม่คิดถึง จะไม่ต้องการ จะไม่โหยหาอีกต่อไป
เพราะแค่นี้หัวใจของตัวเองก็บอบช้ำเกินพอ ทุกสิ่งที่ได้รับมันควรค่าแก่การจดจำแล้ว
ร่าบางค่อยๆ ลุกลงจากเตียงเงียบๆ
เดินตรงไปยังห้องอาบน้ำพร้อมจัดการตัวเองให้เรียบร้อย
ก่อนจะกลับออกมาด้วยกลิ่นหอมตลบอบอวนของแชมพูและครีมอาบน้ำ
มือสวยหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวออกมาจากตู้พร้อมสูทสีครีมแล้วสวมใส่มัน
เนคไทที่เลือกให้เข้ากันกับชุดถูกหยิบขึ้นมาผูกไว้อย่างเรียบร้อย
กางเกงแสลกตัวเข้มกับถุงเท้าและเข็มขัดมียี่ห้อถูกประดับลงบนร่างกายอีกเป็นชิ้นสุดท้าย
ก่อนยืนมองดูตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่สามารถส่องดูได้ทั้งตัว
ตรวจความเรียบร้อยอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
ผิวขาวเนียน สูทสีครีมขาวสะอาด กับผมซอยสไลด์ดำขลับรับกับใบหน้าคมคายหล่อเหลา
หากแต่ยังคงมีความอ่อนหวานปนผสมผสานกันอย่างลงตัว
“อืม....” ครางเบาๆ
ในลำคออย่างถูกใจก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าหนังทำงานและเอกสารอีกปึกใหญ่เดินออกไปจากห้อง
*
ริมถนนสายหลักในตัวเมืองแห่งสีสันของเอเชีย
ตึกสูงระฟ้านับสิบนับร้อยตึกตั้งตระหง่านอวดความยิ่งใหญ่กันอย่างสง่าราวกับพยายามไขว่คว้าท้องนภาอันเป็นรางวัลแก่ความสง่างาม
แต่หากว่านั้นเป็นเพียงแค่ความคิดความฝันที่โง่เง่าของคนเท่านั้น
บริษัทรับจัดงานคอนเสิร์ตอย่างเอสเอ็มกรุ๊ป
เอ็นเตอร์เทรนเมนต์
ก็เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสูงระฟ้าเหล่านั้นที่ตั้งสง่าอยู่ในเมืองแห่งนี้
และก็เป็นอีกหนึ่งจุดสนใจของเหล่ามหาชนภายในเมืองด้วย
ส่วนงานภายในบริษัทที่พนักงานแต่ละคนทำอยู่ต่างก็เป็นงานที่ทุกคนใฝ่ฝันและอยากเข้าไปทำงาน
เพราะสามารถเข้าไปใกล้ชิดกับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบและมีชื่อเสียง ซึ่งร่างบางก็เป็นหนึ่งในความโชคดีนั้นที่ได้เข้าไปทำงานที่เอสเอ็มฯ
นี้ และยังทำงานในตำแหน่งที่สูงพอดูอีกด้วย
แต่หากร่างบางไม่ได้มีความคิดเหมือนคนเหล่านั้นที่อยากเข้ามาทำงานเพราะอยากเจอศิลปินที่ตัวเองชื่นชม
แต่เพราะร่างบางรักในการทำงานในด้านนี้ต่างหาก
จึงเข้ามาสมัครงานที่นี้และก็ได้คำตอบรับตกลงกลับมา
“สวัสดีคะ คุณแจจุง” เสียงเล็กใสของพนักงานต้อนรับประชาสัมพันธ์เอ่ยทัก
ร่างบางหยุดชะงักก่อนจะส่งยิ้มหวานน้อยๆ ให้เธอ
“สวัสดีครับ คุณซูยอง”
“วันนี้เป็นวันแรกในการทำงานที่ได้เลื่อนขั้นใช่ไหมคะ?”
หญิงสาวผมสีบลอนด์ถามเสียงหวาน
ใบหน้าอ่อนวัยมองร่างบางด้วยความชื่นชม เพราะทั้งๆ ที่ยังอายุน้อยอยู่แท้ๆ
แต่กลับได้เลื่อนขั้นการทำงานเร็วขนาดนี้ นับว่ามีความสามารถเกินตัวจริงๆ
“ครับ”
“เมื่อวานดิฉันไม่ทันได้แสดงความยินดีด้วย
ขอโทษด้วยนะคะ” หญิงสาวว่าพลางค้อมหัวน้อยๆ ร่างบางมองกริยาของเธอแล้วรีบเอ่ยขึ้นขัดทันที
“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ
แค่ผมรู้ว่าเพื่อนสนิทอย่างคุณดีใจกับผมด้วยก็พอแล้วล่ะครับ”
“คุณแจจุงนี้ใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะคะ”
เธอพูดชมก่อนส่งยิ้มน้อยๆ ให้ร่างบาง
“ไม่หรอกครับ เอ่อ พอดีผมมีประชุมด่วนแต่เช้า
ยังไงก็ขอตัวก่อนนะครับ”
“ค่ะ
ตั้งใจทำงานนะคะ” หญิงสาวให้กำลังใจ ร่างบางยิ้มตอบเธอน้อยๆ ก่อนจะเดินขึ้นลิฟต์ไปยังห้องทำงานของตัวเองที่อยู่บนชั้นสิบเอ็ด
แม้จะไม่อยู่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับความสูงที่มีทั้งหมดสามสิบสามชั้น และชั้นของเพื่อนๆ
ในตำแหน่งเดียวกันที่อยู่สูงกว่า แต่ว่าร่างบางก็มีความสำคัญไม่น้อยในการทำงาน
เพราะตำแหน่งใหม่ที่ได้รับนั้นเป็นถึงหัวหน้างานที่ดูแลเรื่องเครื่องไฟและเอฟเฟกต์ต่างๆ
ร่างบางก้าวขาอย่างเร่งรีบเข้ามาภายในห้องทำงานใหม่
วางเอกสารที่หอบหิ้วมาจากที่บ้านไว้บนโต๊ะก่อนจะออกไปจากห้องอีก
ตรงดิ่งไปยังห้องประชุมที่อยู่ชั้นสิบเก้าทันที
เห็นว่าวันนี้จะมีหัวหน้าผู้จัดการคนใหม่มา เขาเลยต้องไปต้อนรับซักหน่อยเพราะยังไงก็ต้องร่วมงานกันแน่ๆ
และที่สำคัญเขาคนนั้นต้องมาเป็นหัวหน้าดูแลฝ่ายตัวเองอีกด้วย
ก๊อก ก๊อก...
“ขอโทษที่มาช้าครับ” ร่างบางกรอกเสียงเข้าไปข้างในก่อนจะดันประตูเปิดออกพร้อมเดินเข้าไปในห้อง
หัวหน้าฝ่ายอื่นๆ พากันนั่งอยู่ก่อนแล้วร่างบางจึงปรี่ไปนั่งที่ของตัวเองทันที
“เอาล่ะ
ในเมื่อหัวหน้าคิมก็มาแล้ว ผมก็ขอเริ่มเลยแล้วกัน” ลี ซูมาน
ประธานบริษัทกล่าวก่อนจะมองหน้าลูกน้องทุกคนแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ทุกคนคงได้ข่าวกันแล้วใช่ไหมที่หัวหน้าผู้จัดการลีนั้นถูกย้ายให้ไปประจำตำแหน่งที่สาขาชองนัม
ดังนั้นผมเลยจึงต้องแต่งตั้งหัวหน้าคนใหม่ขึ้นมาแทน.....”
“คนที่มาแทนหัวหน้าลีคือหัวหน้าปาร์คใช่ไหมรับ?”
จู่ๆ หัวหน้าแผนกคนหนึ่งก็โพล่งขึ้นขัด
ทำเอาหัวหน้าปาร์คที่ถูกพาดพิงถึงกับสะดุ้งเฮือก
จะเพราะว่าตกใจหรือดีใจกันแน่ก็ไม่ทราบที่ถูกพูดถึงแบบนั้น
แต่สีหน้าของหัวหน้าปาร์คก็แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าตัวเองก็พอใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกันที่อาจจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปอีก
“ใช่ครับ
คนที่มาแทนหัวหน้าลีคือหัวหน้าปาร์คใช่ไหมครับ ประธาน” หัวหน้าแผนกอีกคนถามซ้ำ
นั้นยิ่งทำให้หัวหน้าปาร์คยิ่งหน้าบานเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นที่รู้ๆ กันดีอยู่แล้วว่าเป็นคนที่มีความสามารถขนาดไหน
และยังเป็นคนสนิทของประธานอีก เรื่องนี้แม้แต่ร่างบางที่เพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นยังรู้เลย
แต่ว่าการเลือกหัวหน้าคนใหม่ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นหัวหน้าปาร์คซะเมื่อไหร่
เพราะประธานไม่ได้บอกล่วงหน้าไว้ก่อน อาจจะเป็นคนอื่นก็ได้ใครจะไปรู้
“ไม่ใช่หรอก
ไม่ใช้หัวหน้าปาร์คหรอก” ประธานซูมานปฏิเสธ ทุกคนในห้องจึงมองหน้ากันอย่างสงสัยทันที
แม้แต่หัวหน้าปาร์คที่คิดว่าตัวเองอาจจะได้เลื่อนขั้นก็งงไปตามๆ กัน
“อ้าว! ถ้าไม่ใช่หัวหน้าปาร์คแล้ว
คนๆ นั้นเป็นใครละครับ?” หัวหน้าแผนกคนเดิมเป็นฝ่ายถามกลับ
“เขาเป็นหลานชายของผมเอง
เพิ่งเรียนจบปริญญาโทจากอังกฤษมาใหม่ผมเลยให้เขามาฝึกงานที่บริษัทของเรา”ประธานซูมานตอบพลางรอยยิ้มในความภูมิใจของหลานชายจะผุดขึ้น
“ผมทราบดีตอนนี้พวกคุณคิดยังไงกัน พวกคุณคงคิดว่าทำไมผมถึงเอาหลานชายที่เพิ่งเรียนจบเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่สูงขนาดนี้ใช่ไหม
ผมรู้ว่ามันอาจไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่ผมก็อยากให้ทุกคนลองเจอกับเขาดูก่อน
พวกคุณจะได้รู้จักเขามากขึ้นและอาจจะยอมรับเขาก็ได้”
สิ้นเสียงของประธานซูมาน
ประตูห้องประชุมก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหล่าจะเดินเข้ามา
“ขออนุญาตครับ” คำพูดสุภาพและน้ำเสียงนุ่มหวานกล่าวขึ้น
ทำให้ร่างบางต้องหันไปมองยังต้นเสียงทันที
ชายหนุ่มในชุดสูทสามชั้นสีดำสนิทที่ปกปิดร่างกายอันแข็งแรงล่ำสันไว้
ใบหน้าคมเข้มเด่นสะดุดตากับทรงผมล่ำสมัย
แต่หากกลับทำให้ร่างบางตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ
เมื่อชายหนุ่มเดินผ่านหลังเขาไปยืนอยู่ข้างๆ ประธานซูมาน
“ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จัก นี่คือหลานชายคนเดียวของผม ชอง
ยุนโฮ” เพียงแค่ชื่อที่เอ่ยขึ้นมาก็ทำเอาหัวใจของร่างบางหล่นวูบ
ไม่นึกมาก่อนว่าจะใช้เขาจริงๆ
นึกว่าคนตรงหน้าเป็นแค่คนที่หน้าตาคล้ายกันเฉยๆ ยิ่งคิดหัวใจก็ยิ่งเต้นแรงจนเสียงอื้ออึงไปหมด
สมองขาวโพลนราวกลับตกอยู่ในแดนสวรรค์
“สวัสดีครับ ผม ชอง ยุนโฮ ยินที่ได้รู้จักทุกคนครับ”
ร่างสูงเอ่ยทักทายพลางค้อมหัวให้อย่างมีมารยาท
“ประธานครับ มันจะดีจริงๆ เหรอครับที่จะให้หลานท่านมาทำงานในตำแหน่งนี้
ท่านแน่ใจแล้วจริงๆ เหรอครับ”
“นั้นสิครับ ผมว่าถ้าท่านอยากให้หลานชายมาฝึกงานล่ะก็
น่าจะให้ไปทำงานในระดับเดียวกับคนทั่วๆ ไปก่อนไม่ดีกว่าเหรอครับ”
หัวหน้าแผนกสองคนพูดเสนอความคิดเห็นของกันและกันเพื่อแย่งขึ้นอีกครั้ง
พลางชายตาไปมองร่างสูงที่อยู่ข้างๆ ประธานบริษัท คำพูดเชิงเหน็บแนมเสียดสีที่แม้ว่าคนที่ถูกพูดใส่จะมองอยู่แต่ทั้งสองคนกลับเอาแต่ลอยหน้าลอยตาไม่สนใจแม้แต่น้อย
นั้นทำให้คิ้วดกเข้มของประธานซูมานต้องตวัดเข้าหากันทันทีก่อนจะโพล่งคำพูดออกมา
แต่ทว่าหลานชายคนเก่งที่ตัวเองภูมิใจกลับแย้งขึ้นก่อน
“ผมเข้าใจดีครับว่าความรู้สึกของทุกคนในตอนนี้เป็นยังไง
หัวหน้าฮัน.... คุณคงไม่ชอบใจผมเท่าไหร่สินะครับ” ยุนโฮว่าพลางหรี่ตาคมมองไปที่หัวหน้าแผนกร่างใหญ่ราวกับจะบีบคั้นด้วยคำพูดที่พูดออกไปเมื่อกี้
ยังรู้จักกันน้อยไปที่จะตัดสินกันที่ภายนอกนะครับ...
“แต่ว่าถ้าไม่ให้ผมลองทำงานดูซักครั้ง
มันก็ออกจะใจร้ายกันเกินไปหน่อยจริงไหม?
เพราะถึงแม้ผมจะเป็นหลานชายเพียงคนเดียวของท่านประธานก็ตาม แต่ผมก็อยากแสดงความสารถที่ผมมีออกมาให้ทุกคนเห็นและยอมรับในตัวผม
ผมไม่อยากให้ทุกคนมองว่าที่ผมเข้ามาในตำแหน่งนี้ได้เพราะไปเลียขาเจ้านาย”
ร่างสูงยกยิ้มเจ้าเล่ห์พลางมองหน้าหัวหน้าฮัน
ทำเอาคนถูกจ้องต้องเบือนหน้าหนีหลบสายตานั้นทันที อะไรน่ะ
ไอ้ท่าทางหยิ่งผยองราวกับรู้ไปซะทุกเรื่องนั้น ขัดหูขัดตาซะจริง
“พูดได้ดี.... ในเมื่อเขาพูดแบบนี้แล้ว ผมว่าทุกคนคงจะไม่มีปัญหาอะไรแล้วใช่ไหม? ต่อไปผมก็ฝากเขาด้วยนะครับทุกท่าน แล้วก็ช่วยดูงานที่เขาทำออกมาด้วยแล้วกัน”
“ครับ ประธาน”
“งั้นก็เชิญทุกท่านไปทำงานตามปกติเถอะครับ” พูดจบเหล่าหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ก็พากันแยกย้ายกันกลับที่ทำงานของตัวเองอย่างหัวเสีย
อะไรกัน
คิดจะให้เด็กที่ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเข้ามาทำงานในตำแหน่งขนาดนี้ ไม่กลัวบริษัทจะล่มจมรึไงนะ
เฮอะ! ไม่เข้าใจจริงๆ
เว้นก็แต่ร่างบางเท่านั้นที่ได้แต่นั่งนิ่ง
อึ้งกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ยอมลุกไปไหน ร่างกายรู้สึกเหมือนไม่อยากขยับเขยื้อนราวกับถูกตรึงไว้นับตั้งแต่ที่เห็นคนๆ
นั้น คนที่ตัวเองต้องทนรอ ทนคิดถึงโหยหามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่มอบทั้งความรักและความเจ็บปวดให้
เขาคนนั้นกำลังยืนอยู่ใกล้เพียงเอื้อมแค่นี้
ใช่นายจริงๆ ยุนโฮ เป็นนายจริงๆ
“หัวหน้าคิม กลับไปทำงานต่อได้แล้วครับ”
“อ....เอ่อ ครับ ประธาน” ร่างบางรับคำหลังต้องหลุดจากภวังค์เพราะเสียงของซูมานที่เดินผ่านหลังไป
ร่างบางถอนหายใจเฮือกหนึ่งพลางลุกจากเก้าอี้ก่อนจะก้าวเท้าตามซูมานออกไป
“แจจุง...”
กึก!
เสียงฝ่าเท้าร่างบางหยุดชะงัก
เนื้อตัวสั่นเทาน้อยๆ ก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกของร่างสูงที่กำลังยืนประกบด้านหลังของตัวเองอยู่
ระยะห่างนั้นแทบจะแนบเนื้อกันด้วยซ้ำ ก็กลัวๆเหมือนกันนะ
“อย่าเพิ่งไปสิ ฉันมีเรื่องจะพูดกับนาย” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยน
แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ร่างบางรู้สึกผ่อนคลายขึ้นกลับรู้สึกประหม่าหนักกว่าเก่า
“เรื่องอะไรเหรอครับ หัวหน้าชอง”
“ห...หัวหน้าชอง” ร่างสูงทวนคำพูดร่างบางซ้ำอย่างไม่แน่ใจว่าที่ร่างบางพูดเมื้อกี้เขาไม่ได้หูฝาดไป
หัวหน้า...งั้นเหรอ?
ไม่คุ้นหูเอาซะเลย ไม่เหมาะกับนายด้วย แจจุง
“ค.... คือ
เรื่องเมื่อวันนั้น...วันที่จบการศึกษาตอนม.ปลาย ฉันอยากขอโทษนายที่.....”
“ขอโทษทำไมครับไม่เห็นจำเป็นต้องขอโทษเลยนี่ครับหัวหน้าชอง
เพราะผมก็ลืมมันไปแล้วล่ะ” คำพูดที่ราวกับเสียดเข้าไปในใจคนฟังทำให้เจ้าตัวต้องโพล่งขึ้นอย่างสับสนกับท่าทีที่แปลกไปของร่างบาง
“ลืม?”
“ถ้าจะพูดกันเรื่องแค่นี้ ผมก็ขอตัวก่อนนะครับ” ตัดบทอย่างไม่ใยดีก่อนร่างบางจะเดินเลี่ยงออกจากห้องไป
ปล่อยไว้เพียงร่างสูงที่ยังยืนนิ่งอึ้งกับคำพูดของร่างบางเป็นครั้งที่สอง
เจ็บ.... ในอก เหมือนมันจะระเบิดออกมา
นายลืมวันนั้นไปได้ยังไงกัน แจจุง.....
*
ร่างบางเดินกลับมาที่ห้องทำงานของตัวเอง
หย่อนกายลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่พลางเอนกายพิงพนักอย่างเหนื่อยล้าเปลือกตาบางค่อยๆ
ปิดลงช้าๆ พลันสมองก็นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้นเมื่อหลายปีก่อน
เหตุการณ์ที่ทำให้ใจตัวเองต้องทรมานตลอดมา
“หึ....เอาอีกแล้ว ทำไมถึงหยุดเรื่องนี้ไม่ได้ซักทีนะ”
ยิ่งคิด ยิ่งเกลียดตัวเอง เกลียดที่อ่อนแอได้ถึงขนาดนี้
เพียงเพราะเขามาทำให้รักแล้วจากไปแค่นี้
มันทำให้นายเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้ขนาดนี้เลยรึไง
นายต้องมาจมปลักอยู่กับความทุกข์เพียงเพราะผู้ชายคนเดียวงั้นเหรอ มันคู่ควรใช่ไหม?
“หัวหน้าคิมคะ หัวหน้าชองขอพบคะ”
เสียงเลขาสาวดังขึ้นในสายโทรศัพท์ ร่างบางสะดุ้งเฮือกพลางลุกนั่ง
เขาคนนั้นกำลังมา.....
“คุณแทยอน ช่วยบอกเขาด้วยนะครับว่าตอนนี้ผมยุ่ง
ไม่สะดวกที่จะให้เจอได้” เสียงหวานตอบกลับ
“เอ่อ...ต แต่ว่า....” แต่เสียงปลายสายที่ตอบมากลับตะกุกตะกักด้วยความประหม่า
เพราะเจ้านายทั้งคู่ต่างก็มีอำนาจพอๆ กัน
เกรงว่าถ้าขัดใครซักคนอาจเกิดปัญหากับตัวเองได้
“บอกตามนี้แหละครับ”
“ค่ะ” เสียงโทรศัพท์ถูกวางสายไปก่อนร่างบางจะปล่อยลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ยังไม่อยากเจอตอนนี้ ไม่อยากเจอ ไม่อยากคุยด้วยอะไรทั้งนั้น
เพราะมันอาจจะทำให้ตัวเองต้องเจ็บมากกว่าเก่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากันตรง
ขอร้องล่ะ อย่ามาให้ฉันเห็นหน้านายอีกเลยนะ
อย่ามาทำให้ฉันที่กำลังตัดใจจากนายได้ ต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้อีกเลย แค่นี้ฉันก็บอบช้ำมามากพอแล้ว.....
ร่างบางเอนกายพิงพนักอีกครั้งแต่ก็ต้องสะดุ้งอีกเมื่อสายโทรศัพท์จากเลขาฯ
สาวดังขึ้นเป็นรอบที่สองด้วยน้ำเสียงกระวนกระวายใจ
“หัวหน้าคะ คือว่าหัวหน้าชองต้องการพบเดี๋ยวนี้คะ
จะให้ดิฉันทำยังไงดีคะ?”
“ก็บอกไปสิครับว่าตอนนี้ผมกำลังยุ่งอยู่”
“ดิฉันบอกแล้วคะ แต่ว่า.... อ๊ะ! หัวหน้าชอง เข้าไปไม่ได้นะคะ”
ปัง!
ประตูห้องบานใหญ่ของร่าบางถูกกระชากให้เปิดออกด้วยแรงของร่างสูงผู้มาเยือนด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
ราวกับไปโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงมายังงั้นแหละ ขายาวก้าวฉับๆ ตรงดิ่งมาหาร่างบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโกร่ง
ดูแล้วไม่เหมาะกับตัวเองซักนิดในสายตาร่างสูง
“หัวหน้าชอง คุณเข้ามาได้ยังไง?!
ผมบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าผมไม่สะดวกที่จะให้คุณพบ” ร่างบางลุกขึ้นตวาดใส่ผู้มาเยือนอย่างเหลืออด
ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงก่ำด้วยความโมโหไม่แพ้กัน หัวรั้นไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ
ให้ตายเหอะ
“ที่นายพูดที่ห้องประชุมมันหมายความว่ายังไง?” เสียงทุ้มที่ไม่ได้ตอบคำถามก่อนหน้าถามขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยจนดูน่ากลัว
ไม่บอกก็รู้ว่าตอนนี้เจ้าตัวคงกำลังไม่พอใจมากขนาดไหน
“อะไรครับ? ที่ผมพูดที่ห้องประชุม ผมพูดอะไร?” ร่างบางยังคงตอบรับคำพูดคนตรงหน้าได้ดีเหมือนไม่สนใจจุดประสงค์ทั้งๆ
ที่ก็รู้ว่ามันหมายถึงอะไร
“ก็ที่นายบอกว่านายลืมเรื่องของเราเมื่อวันนั้นไปแล้ว
มันแปลว่าอะไร?” ร่างสูงถามเสียงกร้าว
ดวงตาคมสีรัตติกาลจ้องลึกเข้าไปในแววตาสวยของร่างบางด้วยความสับสน
ทำไมถึงได้พูดแบบนั้นออกมา ทำไมถึงลืมเรื่องของเราในวันนั้น
นายลืมมันไปได้ยังไง แจจุง นายลืมคำว่า ‘รัก’ ที่ฉันเคยบอกนายได้ยังไง.....
“ผมไม่รู้ว่าหัวหน้าต้องการอะไรจากผมกันแน่
แต่ตอนนี้มันเวลางานเพราะฉะนั้น
เชิญหัวหน้ากลับไปทำงานเถอะครับผมก็จะได้ทำงานของผมเหมือนกัน” ร่างบางตอบกลับอย่างไร้เยื้อใย
ทำไมถึงคิดแบบนั้น ฉันก็ไม่ได้ลืมหรอกนะ
ไอ้วันที่ฉันกับนายอยู่ด้วยกันน่ะ ฉันลืมมันไม่ลงหรอกยุนโฮ
เพราะมันเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับฉัน..... แต่ว่ามันก็ทำให้ฉันเจ็บมากเหมือนกัน.....
ร่างบางเดินมายังประตูห้องพลางผายมือเชิญแขกผู้ไม่ได้รับเชิญให้ออกจากห้องไป
แต่นั้นกลับยิ่งทำให้อารมณ์ของคนถูกเชิญเดือดดาลขึ้นจนน่ากลัว
“ไม่! ฉันต้องคุยกับนายให้รู้เรื่อง” ว่าแล้วก็สาวเท้าเข้ามาประชิดตัวร่างบางพลางมองใบหน้างดงามนั้นด้วยแววตากราดเกรี้ยว
“ไม่ครับ
ผมไม่มีเรื่องอะไรที่จะพูดกับหัวหน้าทั้งนั้น เชิญคุณออกไปได้แล้ว”
“นายไม่มีสิทธิ์ขัดคำสั่งฉัน แจจุง”
“อะ! จะทำอะไร? ปล่อยผมนะ” เสียงร้องของแจจุงดังขึ้นหลังคำพูดเด็ดขาดของยุนโฮเอ่ยจบ
แขนแกร่งกระชากข้อมือสวยก่อนจะดึงตัวร่างบางออกไปจากห้องทำงาน
ร่างบางได้แต่ตะโกนก่นด่าพร้อมทั้งขัดขืนไปตลอดทาง
โดยมีสายตาของพนักงานบริษัททั้งตำแหน่งเล็กตำแหน่งใหญ่มองตามกันเป็นแถวด้วยความสงสัย
หัวหน้าแผนกกับหัวหน้าผู้จัดการคนใหม่กำลังเล่นอะไรกันนะ
ดูเข้ากันได้ดีเนอะ
แม้ในใจพนักงานแต่ละคนจะพากันคิดแบบนี้ก็ตาม
แต่ร่างบางกลับคิดต่างกันลิบลับ
คิดจะทำอะไรฉัน ยุนโฮ นายจะทรมานฉันให้ต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้ใช่ไหม
แค่นายทิ้งฉันไปหลายปียังไม่สาแก่ใจนายอย่างนั้นสินะ
หลังจากถูกกระชากลากถูให้ต้องเดินตามลงมาแล้ว
ร่างบางก็โดนจับยัดเข้าไปในรถสปอร์ตหรูสีดำที่จอดอยู่ในชั้นใต้ดินของบริษัท ก่อนจะเดินอ้อมมานั่งที่เบาะของคนขับแล้วเคลื่อนรถออกไป
“หัวหน้าชอง คุณจะพาผมไปไหน?” ร่างบางถามพลางจ้องใบหน้าคมด้านข้างด้วยความสงสัย
หากแต่คำพูดเหล่านั้นจะถูกกลืนหายเข้าไปในอากาศเพราะคนข้างๆ ไม่ตอบกลับมา
“คิดจะทำอะไรกันแน่? คุณจะทำอะไรผม” ลองถามขึ้นอีกครั้งเผื่อว่าเขาจะยอมตอบคำถามที่ข้องใจมานาน
แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม ไร้คำตอบกลับมา จากความสงสัยกลายเป็นความหงุดหงิดเหมือนตัวเองถามไปไม่ได้ถามกับคนด้วยกัน
เหมือนถามกับท่อนไม้มากกว่า
เป็นอะไรของนายว่ะ? ฉันถามสองรอบแล้วนะ
ตอบหน่อยสิโว้ย!
“หัวหน้าชองครับ นี่ผมถามอยู่นะ” ร่างบางถามเสียงแข็งอีกครั้ง ถ้าตื้อขนาดนี้แล้วไม่ตอบก็ให้มันรู้ไปสิว่ะ!
“เงียบเหอะน่า ถึงแล้วก็จะรู้เองนั้นแหละ
อย่าถามมากได้ไหม มันทำให้ฉันหงุดหงิดเวลาได้ยินเสียงนาย” เสียงกร้าวตวาดกลับใส่คนข้างๆ อย่างเหลืออดเต็มที
ใบหน้าถมึงทึงเพราะความโมโห ร่างบางชะงักด้วยความตกใจ
หัวใจหล่นวูบราวกับเสียงอันทรงพลังเมื่อกี้เข้ามากระแทกร่างอย่างแรง
อะไรกันเล่า!? ทำไมต้องตะคอกใส่กันด้วย พูดดีๆ
ก็ได้นี่ว่าไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยินเสียงฉันขนาดนั้นน่ะ ใบหน้าสวยซีดลงทันตา
ก่อนจะเบือนหน้าหนีออกไปนอกกระจกข้างๆ
ร่างสูงเหลือบมองคนข้างๆ
ด้วยความรู้สึกผิดที่เมื่อกี้ดันเผลอตัวไปตวาดใส่แรงๆ แบบนั้น
แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ เพราะเรื่องที่ร่างบางลืมวันนั้นไปมันทำให้เขาหงุดหงิดแทบบ้าขนาดที่ตัวเองไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะเป็นได้ถึงขนาดนี้
ขอโทษนะ แจจุง...
รถสปอร์ตหรูเคลื่อนเข้ามาจอดยังชั้นใต้ดินอีกครั้ง
แต่เป็นชั้นใต้ดินของอพาร์ตเม้นต์หรูแห่งหนึ่ง
ร่างของบุคคลทั้งสองในรถต่างนิ่งเงียบกันมาตลอดทาง ไร้คำพูดใดๆ
ก่อนยุนโฮจะเอ่ยขึ้นทันทีที่หยุดรถ
“ลงมากับฉัน เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ร่างสูงเอ่ยพลางเปิดประตูรถออกก่อนก้าวเท้าลงมา
หากแต่ว่าร่างบางข้างในยังคงนั่งนิ่งไร้ปฏิกิริยาตอบรับ เหมือนกับว่าสิ่งที่พูดออกไปเมื่อกี้ไม่ได้เข้าหูของร่าบางเลยแม้แต่นิดเดียว
นั้นทำให้อารมณ์รุนแรงของยุนโฮเริ่มประทุขึ้นมาอีกครั้ง
ริ้วกางเกงสีดำสะบัดพลิ้วไปตามการเคลื่อนไหวของขาที่ก้าวฉับๆ
อย่างรวดเร็ว เดินอ้อมมายังฝั่งที่นั่งของร่างบางก่อนจะกระชากประตูรถให้เปิดออก
“ฉันบอกให้ลงมาเดี๋ยวนี้” ร่างบางเงยหน้ามองตาปริบๆ พลางยกยิ้มมุมปาก
“ครับ ผมจะลงเดี๋ยวนี้ แล้วผมก็จะกลับไปที่บริษัทเดี๋ยวนี้ด้วย” ร่างบางตอบอย่างประชดประชัน
ก่อนเจ้าตัวจะลงจากรถตามคำสั่งของยุนโฮแล้วรีบเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
ฉันไม่อยากคุยกับนายที่เป็นแบบนี้หรอกนะ และฉันก็ไม่อยากทำร้ายตัวเองให้ต้องเจ็บไปมากกว่านี้ด้วย
“อ๊ะ!” แต่หากว่าความเร็วของร่างบางนั้นยังเร็วไม่พอกับความโมโหของใครบางคนที่มันปะทุออกมาก่อนหน้านี้นานแล้ว
ยุนโฮกระชากแขนร่างบางที่ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจก่อนจะช้อนร่างที่เบาหวิวขึ้นพาดบ่าตัวเอง
พลางเดินเข้าไปในตึกโดยที่เสียงขัดขืนของร่างบางยังคงโหวกเหวกไปตลอดทาง
“ปล่อยผมลงนะ..... ปล่อยเดี๋ยวนี้
ผมบอกให้ปล่อย!.....”
“หุบปาก! จนกว่าจะถึงห้องฉันห้ามขัดขืนเด็ดขาด
ไม่งั้นนายเจอดีแน่ คิม แจจุง” ร่างสูงขู่พลางยกฝ่ามือขึ้นตีก้นของคนที่อยู่บนบ่าทีหนึ่ง
ทำเอาร่างบางร้องออกมาอย่างไม่พอใจ
“โอ้ย! ทำอะไรของคุณ ผมเจ็บนะ”
“เจ็บสิดี นายจะได้เลิกโวยวายซักที หนวกหูจะตายอยู่แล้ว”
“ไม่มีทาง!” ร่างบางตวาดกลับเสียงแข็งก่อนจะเริ่มแหกปากตะโกนขึ้นอีกครั้ง
ฉันจะไม่หยุดจนกว่านายจะปล่อยฉัน ชอง ยุนโฮ!

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น