Wait
for Love รอเพื่อรัก
Paring : Yunho x Jaejoong
Rating : Romantic / Drama
______________________________
Paring : Yunho x Jaejoong
Rating : Romantic / Drama
______________________________
ใจกลางกรุงโซลเมืองหลวงแห่งมหานครความบันเทิงของเอเชีย
ภายใต้แสงสีของเมืองที่แสนวุ่นวายโรงเรียนชื่อดังในเครือมหาวิทยาลัยฮยองคีถูกตั้งอยู่ในจุดที่แทบจะไม่คิดว่าจะเป็นที่ตั้งของแหล่งการศึกษาและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศแบบนี้ได้
เพราะเมื่อลองมองไปรอบๆ ทิศของโรงเรียนแล้วล้วนต้องเจอกับสิ่งที่ขัดกับความเจริญก้าวหน้าของเมืองอย่างสิ้นเชิง
เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยตั้งตระหง่านอยู่รอบๆ โรงเรียนแทน
สายตาเรียวสวยแหลมคมของร่างบางทอดมองออกมาจากหน้าต่างอาคารเรียนใหญ่อย่างเหม่อลอย
พลางเท้าคางไว้บนโต๊ะเรียนก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ใบหน้าหวานมองดูใบไม้พลิ้วไหวตามสายลมเอื่อยที่พัดพาพลางล้มศีรษะลงนอนกับโต๊ะ
พรุ่งนี้ก็จะจบจากที่นี้แล้ว วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ได้ใช้ชีวิตม.ปลายกับทุกคน ใจหายยังไงไม่รู้แฮะ
“อะแฮ่ม!
เป็นอะไรไปเหรอ? คิม แจจุง หงอยเชียว” เสียงทุ้มพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันก่อนร่างกายอันสูงโปร่งจะกระแทกตัวนั่งลงข้างๆ
เฮอะ! มากวนประสาทอีกแล้ว น่าเบื่อชะมัด
“หรือว่านายนึกเสียใจอยู่ว่าจะได้เจอฉันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วในวันจบการศึกษาพรุ่งนี้”
“นี่!
หลงตัวเองเกินไปแล้วนะ ฉันไม่เคยคิดพิศวาสนายซักหน่อย ชอง ยุนโฮ”
ร่างบางเด้งตัวลุกขึ้นพลางมองชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ ด้วยความหงุดหงิด
“ดีซะอีกที่ฉันจะได้เจอนายเป็นวันสุดท้ายเพราะฉันเบื่อนายจะตายอยู่แล้ว
ชอบมากวนประสาทคนอื่นอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน น่ารำคาญชะมัด คนอย่างนายน่ะฉันไม่เห็นอยากเจอเลยซักนิด” เสียงหวานตวาดใส่ยุนโฮพลางเดินหนีจากไปปล่อยให้ร่างร่างสูงมองดูแผ่นหลังบางเดินหายไปจนลับตา
ขาเรียวก้าวฉับๆ
ผ่านห้องเรียนต่างๆ ไปด้วยความโมโห ดวงหน้าหวานไม่สนใจเลยซักนิดว่าตอนนี้มันใกล้เวลาเข้าเรียนในคาบต่อไปแล้ว
เพราะสมองมันมัวแต่คิดอยู่เพียงว่าอยากให้เวลามันผ่านไปเร็วๆ เสีย
จะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้าคนที่ตัวเองไม่ชอบตลอดเวลาแบบนี้
แหงล่ะ
เรียนห้องเดียวกันนี่ก็ต้องเจอกันทุกวันเป็นเรื่องธรรมดา
จนที่สุดแล้วแจจุงก็พาร่างกายที่หนักอึ้งไปด้วยความหงุดหงิดมาหย่อนตัวลงบนดาดฟ้าของอาคารเรียนสถานที่ที่เขาชอบมากที่สุด
เพราะมันทำให้เขาสบายใจ ความรู้สึกอึดอัดที่มีอยู่ก็พลอยหดหายเมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีครามที่นี่
แจจุงมองตรงไปข้างหน้าอย่างผ่อนคลายพลางค่อยๆ ล้มตัวลงนอน ดวงตาหวานปิดลงอย่างช้าๆ
ก่อนจะหลับไปภายใต้สายลมที่เข้ามาโอบอุ้มไว้โดยไม่รู้ตัว
*
ไม่รู้ผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้วที่ร่างบางแอบขึ้นมานอนบนดาดฟ้าของโรงเรียน
เปลือกตาบางหรี่มองด้วยเพราะถูกแสงอาทิตย์อัสดงสาดเข้ามาก่อนจะกระพริบตาปริบๆ ปรับให้ชินกับแสง
แจจุงค่อยๆ ยันตัวเองลุกขึ้นนั่งก่อนจะสังเกตได้ว่าตอนนี้ไม่ได้มีแค่ตัวเองเท่านั้น
แต่ยังมีคนที่อยู่ที่นี่ด้วยอีกคน
ร่างสูงโปร่งที่กำลังยืนมองพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าอยู่ตรงหน้าดูคุ้นตาชอบกล
ผมสีน้ำตาลเข้มจัดยาวรดต้นคอ
ผิวขาวเนียนกับการแต่งตัวที่เรียบร้อยกว่าเขา
หุ่นเพรียวสูงโปร่งได้ส่วนเข้ากับชุดนักเรียนและเป็นหุ่นที่เขาใฝ่ฝันว่าอยากจะมีมากกว่าร่างที่อ้อนแอ้นของตัวเอง
ดูให้ความอบอุ่นน่าประหลาด
“นาย....”
เสียงหวานครางออกมาแผ่วเบาเรียกให้ชายหนุ่มลึกลับคนนั้นหันมา
แต่สงสัยคงจะเบาเกินไปกระมังจึงทำให้สายลมที่พัดผ่านนั้นส่งเสียงของเขาไปไม่ถึง
ร่างสูงจึงไม่หันมา
“นาย....
ตอนนี้กี่โมงแล้ว?” แจจุงตะโกนถามอีกครั้งและดูเหมือนว่าในครั้งนี้มันจะได้ผลเมื่อร่างสูงหันกลับมาตามเสียงเรียก
แต่ว่านั้นกลับทำให้คนถามอย่างแจจุงถึงกับพูดไม่ออกเป็นใบ้กินชั่วขณะ
คนที่ตัวเองเกลียดและไม่อยากเจอหน้ามากที่สุดกำลังยืนยิ้มทะเล้นอยู่ตรงหน้า
“ชอง
ยุงโฮ!!”
“ไง
หลับสบายไหม?” ยุนโฮถามพลางยิ้มแก้มปริ ใบหน้าคมมองมาที่แจจุงก่อนจะเดินเข้ามาหาเจ้าตัวที่กำลังนั่งอึ้งอยู่
“นี่มันเลิกเรียนตั้งนานแล้ว
แต่นายดันโดดเรียนมาแบบนี้ฉันเกือบหาข้ออ้างแทนไม่ทันแน่ะ” ยุนโฮบอกพลางหย่อนตัวนั่งยองๆ
ตรงหน้าแจจุง ใบหน้าหวานจึงสะบัดหนีไปทางอื่นด้วยความหงุดหงิด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้
แต่เวลาเจอหน้าคนๆ นี่ทีไรเป็นต้องอารมณ์เสียทุกที ให้ตายสิ!
“แต่ถ้านายแอบโดดมาอีกแบบนี้
ฉันคงช่วยนายครั้งต่อไปไม่ได้แล้วนะรู้ไหม?”
“แล้วใครขอให้ช่วยไม่ทราบฮะ?!
ฉันไม่ได้ขอร้องให้นายหาข้ออ้างให้ซักหน่อย อีกอย่างพรุ่งนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะได้เจอนายแล้วด้วย
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่ฉันจะต้องโดดเรียนเพราะไม่อยากเห็นหน้าหมีๆ ของนายและนายก็ไม่ต้องมาช่วยฉัน”
แจจุงตวาดใส่ยุนโฮกลับเป็นชุดพลางยันตัวเองลุกขึ้น
สายตาคมจับจ้องที่ชายหนุ่มด้วยความโมโหเหมือนเดิม เฮอะ! ใครอยากให้ช่วยกัน ความหวังดีของนายเก็บไว้ให้คนอื่นเถอะ เพราะฉันคนนี้ไม่ต้องการ
“อืม
นั้นสินะ...”
“คนอะไรขี้ลืมชะมัด”
แจจุงเย้ยยุนโฮเบาๆ
“อ่า! จริงสิวันนี้ในเมืองมีเทศกาลนี่นา” ยุนโฮโพล่งขึ้นมาพลางลุกขึ้นยืน
ทำตาเป็นประกายใส่แจจุงซึ่งเจ้าของใบหน้าหวานเองก็มองด้วยความสงสัยปนงุนงงกับอาการของคนตรงหน้า
เกิดบ้าอะไรขึ้นมาอีกละ?
“แจจุง....”
“อะไร?”
“ไปเที่ยวกันเถอะ” ยุนโฮว่าพลางฉุดแขนเรียวของแจจุงแล้วรีบวิ่งลงมาจากดาดฟ้าโรงเรียน
โดยไม่ฟังคำทัดทานของร่างบางเลยซักนิดว่ามีอาการต่อต้านขนาดไหน ทั้งขัดขืนด้วยร่างกายและคำพูดน่ะ
ไอ้บ้าเอ้ย! ฉันไม่อยากจะไปซักหน่อย มาลากกันทำไมว่ะ
“นี่!
ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่ไปกับนาย ปล่อยชั้นสิ!...
ปล่อย....” แจจุงดิ้นแรงๆ อย่างไม่ยอมแพ้ มือบางที่เป็นอิสระข้างหนึ่งพยามทั้งแกะทั้งแงะทั้งง้างมือของยุนโฮที่เกาะอยู่ออก
แต่แม้จะพยายามเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าความพยายามนั้นจะไม่เป็นผล คนบ้าอะไรว่ะ! แรงควายชะมัด
“ชอง
ยุนโฮ! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่ไปกับนายนะ ปล่อยฉัน!....” ร่างบางตวาดเสียงกร้าวพลางสะบัดมือแรงๆ อีกครั้ง
แม้มันจะไม่ยอมหลุดจากการเกาะกุมแต่อาวุธลับสุดท้ายของเขาก็ยังไม่หมดหรอก
จะมาว่าฉันใจร้ายกับนายทีหลังไม่ได้นะ
“ชอง
ยุนโฮ...”
“ครับๆ
ว่ายังไงครับ?”
“นายเลิกทำตัวปัญญาอ่อนแกล้งฉันกัดฉันซักวันจะได้ไหมฮะ? เลิกยุ่งกับฉันซักทีเหอะ ฉันรำคาญนายเต็มทนแล้ว อีกอย่างนายจะพาฉันไปเที่ยวให้มันได้อะไรขึ้นมา
ทั้งๆ ที่นายก็รู้ว่าแม้นายจะพยายามทำดีกับฉันขนาดไหน ฉันก็ไม่มีวันยอมรับนายเป็น ‘เพื่อน’ หรอก
รู้ไว้ว่าเราไม่ใช่เพื่อนกัน แต่นายกับฉันมันก็แค่ ‘คนร่วมโลก’
ก็เท่านั้น”
แจจุงเอ่ยปากเป็นชุดใส่ยุนโฮ
ถ้อยคำที่เจ็บลึกเข้าไปในใจของร่างสูงสร้างบาดแผลได้ดียิ่งนัก แต่หากแจจุงก็ยังแดกดันพูดคำเหล่านั้นออกมาให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ
ไม่ว่าจะตอนไหนชอง
ยุนโฮ กับคิม แจจุง คงไม่มีวันญาติดีกันได้หรอก
ใช่ไหม?.....
“จริงสิ
ในงานมีการแสดงพื้นเมืองด้วยนี่นา แถงยังมีกิจกรรมของเด็กโรงเรียนเราด้วย
เห็นว่าเป็นรุ่นน้องมาเปิดกันแน่ะ ฉันว่าเราไปอุดหนุนกันดีกว่า ฉันอยากสนุกให้เต็มที่กับวันนี้แล้ว....”
ยุนโอเอ่ยขึ้นพลางจูงมือแจจุงเดินต่อไปเรื่อยๆ
โดยไม่หันกลับมามองใบหน้าหวานอีก แต่แจจุงก็ไม่สนใจเช่นกันยังคงเปล่งถ้อยคำบาดหูออกมาให้ได้ยินเรื่อยๆ
“ได้! ในเมื่อนายอยากพามาอยากดีกับฉัน ฉันก็จะสนองนายเต็มที่เลยยุนโฮ แต่ฉันขอบอกไว้ตอนนี้เลยนะว่าของทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันอยากได้นายจะต้องเป็นคนเอามาให้
ไม่ว่าฉันต้องการอะไรนายก็ห้ามขัดเด็ดขาด”
“อื้ม
เอาสิเดี๋ยวฉันหามาให้นายเอง” ยุนโฮตกลงพลางหันหน้ามายิ้มให้แจจุง
รอยยิ้มน้อยๆ ที่ผุดขึ้นแม้จะไม่มากมายอะไรแต่มันทำให้ใบหน้าหล่อเหลาดูไร้เดียงสาและอบอุ่นขึ้นมานิดๆ
สายตาคมที่มองมาก็อ่อนโยนไร้ความแข็งกร้าวราวกับพร้อมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขา
รอยยิ้มที่ละมุนละไมที่มอบให้มากับฝ่ามือนั้นช่างอบอุ่นผิดกับตอนที่ใช้ลากตัวมาโดยสิ้นเชิง
ทำให้ความโมโหและวู่วามของแจจุงเมื่อครู่หายไปเพียงแค่ได้รับสัมผัสและรอยยิ้มของคนตรงหน้าเท่านั้น
ร่างบางเดินเคียงคู่กับยุนโฮตลอดทางที่เดินมาในงานเทศกาลโดยไร้ซึ่งการพูดจา
มีเพียงเสียงลมหายใจของกันและกันเท่านั้น ที่ทำให้บรรยากาศรอบๆ ทั้งสองดูไม่อึดอัดจนน่าเบื่อเกินไป
หลังจากเดินมานานก็มาถึงบริเวณที่จัดเทศกาลประจำปี
สิ่งของต่างๆ ร้านค้ามากมายถูกจัดขึ้นและประดับประดาตกแต่งไว้อย่างสวยงาม
เพื่อเรียกความสนใจจากลูกค้า
แจจุงเลือกที่จะเดินเข้าร้านอาหารริมทางเป็นร้านแลกพลางดึงมือของยุนโฮมาด้วย ทั้งสองคนเลือกนั่งหน้าร้านอาหารเพื่อซึมซับบรรยากาศความรื่นเริงสนุกสนานของงาน
“ผมขอต๊อกโบกีครับ”
แจจุงสั่งคุณลุงเจ้าของร้านด้วยเมนูอาหารจานโปรด
“ยุนโฮ
นายจะกินอะไรก็สั่งสิ” แจจุงหันไปบอกคนข้างๆ
ไม่ใช่ว่าพูดดีด้วยแปลว่าจะยอมรับในตัวหรอกนะ
ก็แค่กลัวว่าจะเห็นแกตัวเกินไปที่ตัวเองเป็นคนสั่งแล้วให้คนอื่นจ่าย
นั้นมันไม่ใช่นิสัยของคิม แจจุงซักหน่อยเขาไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นถึงจะเกลียดขนาดไหนก็ไม่ใช่คนไร้มารยาท
“ไม่ล่ะ
ฉันอยากมองนายเวลากินข้าว”
“เฮ้ย! พูดอะไรของนาย? น่าขนลุกชะมัด สั่งเลยๆ ถ้านายไม่สั่งเองฉันจะสั่งให้นะ”
แจจุงว่าพลางทำหน้าไม่พอใจกับคำพูดแปลกๆ ของคนข้างๆ
“เป็นห่วงฉันเหรอ?” ยุนโฮถามหน้าทะเล้น ใบหน้าหล่อเขยิบเข้าไปใกล้คนสวยจนคนถูกจ้องต้องสะบัดหน้าหนี
ก่อนค้อนโตๆ จะหล่นโป๊กเข้าที่หัวเจ้าตัวหนึ่งทีจนต้องร้องโอยด้วยความเจ็บปวด
“โอ้ย!
เจ็บนะ”
“ก็อยากมาทะลึ่งใส่ฉันทำไม
สมน้ำหน้าแล้ว” แจจุงเอ่ยด้วยความสะใจ
“นั้นแน่
นายเขินฉันล่ะสิเมื่อกี้เนี้ย? ดูดิหน้าแดงแปร๊ดเป็นลูกแตงโมเลย” ยุนโฮทำเสียงล้อเลียนพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้แจจุงอีกรอบทำให้เจ้าตัวต้องรีบยกมือขึ้นมาจับแก้มทั้งสองข้างของตัวเองทันที
ใบหน้าหวานมองค้อนยุนโฮอย่างไม่พอใจ
“พูดอะไรของนาย?
บ้า! ....อ..เอาหน้าหมีๆ ของนายออกไปไกลๆ ฉันเลย
แล้วก็สั่งของกินเองด้วย ฉันไม่สั่งให้แล้ว” แจจุงตะกุกตะกักพลางใช้นิ้วจิ้มหน้าผากคนตรงหน้าออกไปห่างๆ
“ต๊อกโบกีมาแล้วครับ” เสียงคุณลุงเจ้าของร้านดังมาแต่ไกลก่อนพาร่างตุ้ยนุ้ยเดินถือจากต๊อกโบกีมาให้
คุณลุงยื่นจานให้ร่างบางก่อนจะหันมามองยุนโฮที่นั่งอยู่ข้างๆ
“แล้วพ่อหนุ่มล่ะ
จะเอาอะไรดี?” คุณลุงถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ผมเอาเหมือนกันก็ได้ครับ”
“งั้นรอแปบเดียวนะ” คุณลุงบอกก่อนเดินหายเข้าไปในครัว แจจุงที่กำลังกินต๊อกโบกีอยู่จึงหันมามองคนข้างๆ
ด้วยความแปลกใจ
“ทำไมนายต้องสั่งเหมือนฉันด้วย?”
“ก็ฉันอยากกินแบบนายนี่
นายกินอะไรนายทำอะไรวันนี้ฉันก็จะทำเหมือนนายทุกอย่าง” ยุนโฮบอกยิ้มๆ
แจจุงหันหน้ากลับมาสนใจอาหารที่อยู่ตรงหน้าต่อและตั้งใจกินโดยไม่สนใจคนกวนประสาทอีก
เออ! อยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย
มือบางจับซ้อมจิ้มลงบนต๊อกโบกีขึ้นมาพลางกัดเข้าปากคำโตทำให้แก้มเนียนของคนสวยป่องขึ้นดูน่ารักน่าชัง
เรียกความสนใจจากยุนโฮได้ไม่น้อยเพราะมันยากนักที่จะเห็นท่าทางแบบนี้ของคิม แจจุง เพราะถ้าเป็นเวลาปกติที่โรงเรียนล่ะก็
คงเห็นแต่ใบหน้าที่บูดบึ้งหงุดหงิดตลอดเวลาแทน
“อา! อิ่มจังตังอยู่ครบ” เสียงหวานเอ่ยอย่างมีความสุขหลังเข้าไปสวาปามต๊อกโบกีจนแทบจะหมดร้านแถมตัวเองยังไม่ต้องจ่ายอีก
อะไรจะดีขนาดนี้ ต้องขอบใจนายจริงๆ เลยยุนโฮ
“ใช่สิ
ก็นายไม่ได้จ่ายนี่” ยุนโฮเอ่ยตัดพ้อขณะเปิดดูกระเงินของตัวเองที่ตอนนี้รู้สึกว่ามันจะแฟบลงไปซะเยอะเลยเพราะร่างบางแท้ๆ
เชียว นึกว่าตัวเล็กแบบนี้จะกินนิดเดียว ที่ไหนได้กินเยอะกว่าเขาซะอีก
“อย่าบ่น!
นายเป็นคนพูดเองนี่ว่าจะให้ฉันทุกอย่าง”
“ครับๆ
ไม่บ่นก็ได้ แล้วเราจะไปที่ไหนต่อดีล่ะ?” ร่างสูงถามพลางเดินตามร่างบางไปเรื่อยๆ
คนตรงหน้าก็ไม่ได้ตอบกลับมาเอาแต่เดินดูโน้นดูนี่ไปเรื่อย ขาเรียวก้าวฉับๆ ไปตามทางอย่างรวดเร็วจนร่างสูงแทบจะเดินตามไม่ทัน
แต่ก็นะถึงจะไม่ทันก็ไม่เป็นไร
ขอแค่วันนี้วันเดียวที่ได้อยู่กับแจจุง
แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
“ยุนโฮ”
“หืม?”
“นายว่าเสื้อตัวนั้นสวยไหม?” เสียงเล็กถามขึ้นพลางชี้ไปที่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าที่ตั้งเด่นหราอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่ง
ใบหน้าหวานหันมามองร่างสูงเพื่อรอฟังความคิดเห็น
“อืม
สวยสินายอยากได้เหรอ?” ยุนโฮย้อนถาม
“อืม
นายซื้อนะ” แจจุงพยักหน้าพลางมือเรียวจะเอื้อมไปกุมมือของร่างสูงไว้
แล้วลากเข้าไปยังร้านที่มีเสื้อเป้าหมายอยู่ เจ้าของดวงหน้าหวานจะรู้บ้างไหมนะว่าเวลาทำแบบนี้แล้วคนที่เดินตามหลังจะรู้สึกดีขนาดไหน
รอยยิ้มน้อยๆ ถึงได้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลานั้น
แจจุงกับยุนโฮเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านเสื้อผ้าก่อนร่างบางจะรีบปล่อยมือยุนโฮอย่างรวดเร็ว
ด้วยความที่รู้สึกตัวแล้วว่าเมื่อกี้ตัวเองทำอะไรลงไป ร่างบางจึงเดินหนีไปดูเสื้อที่ตัวเองเล็งไว้และตัวอื่นๆ
ภายในร้านไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ยุนโฮยืนยิ้มกับท่าทีของคนสวยอยู่คนเดียว
“ ‘Hope to the
End’ งั้นเหรอ?” แจจุงพึมพำขณะหยิบเสื้อตัวหนึ่งขึ้นมา
เสื้อเชิ้ตตัวพอดีกับเค้าสีขาวปักหราบนหน้าอกด้ายซ้ายด้วยคำภาษาอังกฤษความหมายดีดึงดูดความสนใจของแจจุงไม่น้อย
แม้มันจะดูไม่หรูหราเหมือนเสื้อสีฉูดฉาดตัวอื่นๆ ในร้านก็ตามที
“ชอบเหรอ?
แล้วตัวที่อยู่หน้าร้านนั้นล่ะไม่เอาแล้วเหรอ?”
“อืม
ฉัน... ชอบตัวนี้มากกว่า” แจจุงบอกพลางหยิบเสื้อตัวนั้นที่เขาสนใจโชว์ให้ยุนโฮดู
ร่างสูงพยักหน้าเห็นด้วยที่เลือกเสื้อตัวนี้แทนตัวที่อยู่หน้าร้าน เพราะเขาเองก็คิดว่ามันน่าสนใจกว่าเหมือนกัน
ร่างสูงหยิบเสื้อมาจากมือแจจุงก่อนจะไปจ่ายเงินที่เจ้าของร้านและก็ไม่ลืมที่จะซื้อมันอีกตัว
เพราะตัวเองเป็นคนพูดเองว่าวันนี้จะทำตามแจจุงทุกอย่าง ไม่ว่าแจจุงจะซื้ออะไร หรืออยากได้อะไรเขาก็จะให้แจจุงหมด
“อะ
ของชิ้นแรกที่เราซื้อในวันนี้ ต่อไปจะซื้ออะไรอีกดีล่ะ?” เสียงทุ้มถามพลางยื่นถุงเสื้อให้
ร่างบางรับมันมาก่อนใช้สมองคิดว่าจะไปร้านไหนต่อดี
จะได้ผลาญเงินไอ้คนหน้าหมีนี้ซะให้เข็ด
“ไปร้านนั้นดีกว่า....” เสียงหวานเอ่ยพลางก้าวฉับๆ ไปยังร้านที่คิดได้ทันที
และพอถึงปุ๊บร่างบางก็จัดการซื้อโน้นซื้อนี้ตามใจชอบทันที
โดยมียุนโฮคอยควักกระเป๋าเงินจ่ายตามตลอด
พอเสร็จจากร้านนี้ร่างบางก็ไม่รอช้าเดินไปร้านนู้นซื้อของอย่างสบายอารมณ์ต่อ
พอร้านนี้เสร็จก็ไปร้านนั้นเสร็จจากร้านนั้นก็เดินไปร้านอื่นเรื่อยๆ จนตอนนี้แขนทั้งสองข้างจึงเต็มไปด้วยถุงใส่ของมากมาย
ทั้งเสื้อผ้าทั้งกระเป๋าทั้งรองเท้า เรียกได้ว่าเข้าทุกร้านก็ซื้อมันทุกร้านไม่ปล่อยให้รอดไปได้ซักร้านเดียว
แถมคนจ่ายอย่างยุนโฮยังต้องเสียเงินเป็นสองเท่าอีก เพราะต้องซื้อทั้งของตัวเองและของร่างบางด้วย
แทบจะปาดเหงื่อเลยทีเดียว คนอะไรช๊อปเก่งเป็นบ้า ใช้เงินยังกะใช้กระดาษซื้อของ
*
“เฮ้อ! เหนื่อยชะมัดเลย” ร่างบางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหย่อนตัวลงบนม้านั่งตัวยาวในสวนสาธารณะใกล้ๆ
บริเวณที่จัดงานด้วยความเหนื่อย ยุนโฮที่เดินตามมาทีหลังก็รีบเดินมานั่งลงข้างๆ อย่างเหนื่อยอ่อนเช่นกัน
เพราะเขาเองก็ไม่ต่างกับแจจุงเท่าไหร่หอบของพะลุงพะลังเต็มมือไปหมด
ทั้งคู่นั่งพักเอาแรงอยู่ครู่หนึ่งยุนโฮก็ถือวิสาสะล้มตัวลงหนุนตักแจจุงทันที
ซึ่งคนที่ถูกใช้ตักเป็นหมอนก็ทำท่ากระฟัดกระเฟียดไม่พอใจพร้อมกับโพล่งออกมาอย่างหงุดหงิด
“ยุนโฮ!
ทำอะไรของนาย? เอาหัวมาหนุนฉันทำไม ออกไปนะ! ฉันไม่ชอบออกไปเลย.....” แจจุงโวยวายลั่นพลางดันหัวของคนหน้าหมีให้ลุกขึ้น
แต่ก็ไม่ได้ผลเมื่อยุนโฮกดแรงที่มีทั้งหมดลงบนตักนุ่มของแจจุง นั้นยิ่งทำให้เจ้าของตักโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเข้าไปใหญ่
“ไอ้บ้า!
อย่ามาทำอะไรแบบนี้สิ เดี๋ยวใครมาเห็นก็เข้าใจผิดกันหมดหรอก ฉันไม่อยากเอาชื่อตัวเองมาแปดเปื้อนกับนายหรอกนะ
พูดไม่ได้ยินรึไงบอกให้ออกไปไง.... ออกไปสิ ยุนโฮ!”
“ฉันยืมตักนายพักแปบเดียวนา
อย่าโวยวายสิ” ยุนโฮว่าพลางรวบมือทั้งสองข้างของแจจุงไว้
“ก็นั่งพักเฉยๆ
สิ จะมานอนทับฉันทำไมล่ะ?! ฉันคนนะไม่ใช่หมอน ถ้านายอยากนอนก็กลับไปนอนที่บ้านไป” แจจุงตวาดกลับพลางถลึงตาใส่คนที่หนุนตักตัวเอง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันด้วยความโมโหก่อนจะสะบัดใบหน้าสวยที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงจัดอย่างไม่พอใจหนีไปทางอื่น
ทำเอายุนโฮมองดูอย่างอดขำกับท่าทางแบบนั้นของแจจุงไม่ได้ ไม่คิดว่าเวลาแจจุงโกรธจะหน้าแดงขนาดนี้แถมยังน่ารักอีกต่างหาก
“วันนี้ฉันอุตส่าห์ตามใจนายทุกอย่าง
พูดจากับผู้มีพระคุณให้มันดีๆ หน่อยสิแจจุง” ร่างสูงเอ่ยเสียงดังจนใบหน้าหวานต้องหันขวับกลับมามองทันที
คิ้วเรียวสวยขมวดกันเป็นโบว์อย่างขัดใจก่อนนิ้วยาวจะบีบเข้าที่จมูกของคนพูดด้วยความหมั่นไส้
“นี่แน่ะ
ผู้มีพระคุณอะไรกันฮะ!? นายเป็นคนพูดเองนี่ว่าวันนี้จะตามใจฉันทุกอย่างแล้วยังจะมาพูดเรื่องบุญคุณอีกเหรอ
น่าไม่อายเลยนะนาย.... นี่แน่ะๆ”
“โอ้ย! มันเจ็บนะแจจุง”
“เจ็บสิดี
นายจะได้เลิกเอาตักของฉันเป็นหมอนบ้านนายซักที ฉันไม่ชอบ”
“ก็ได้ๆ
ฉันยอมแล้วไม่หนุนตักนายก็ได้” ยุนโฮเอ่ยเสียงอ่อยยอมแพ้ก่อนจะยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง
พลางมือหนาก็ลูบจมูกตัวเองไปมาเพราะความเจ็บจากแรงบีบของคนสวยเมื่อกี้
คนอะไรมือหนักชะมัด?!
*
บรรยากาศชวนอึมครึมภายในซอยแคบเพราะความมืดยามรัตติกาลกำลังคืบคลานเข้ามา
ปรากฏร่างของใครบางคนที่กำลังสาวเท้าเดินอย่างรีบร้อนด้วยเพราะไม่พอใจที่เบื้องหลังมีใครอีกคนกำลังเดินตามมา
ร่างบางเดินหอบพะลุงพะลังเต็มสองมือพลางหันกลับไปมองด้านหลังสลับกับก้าวเดินอย่างรวดเร็วเพื่อทิ้งระยะห่างระหว่างตัวเองกับร่างสูงที่เดินตามมา
ใบหน้าหวานขึ้นสีด้วยความโมโหหงุดหงิดในความมืดก่อนจะหมดความอดทนหันไปตวาดใส่คนที่กำลังเดินตามมา
“นี่!
เลิกตามฉันซักทีได้ไหม? เหมือนนายเป็นคนโรคจิตหยั่งงั้นแหละ” แจจุงเบ้หน้าด้วยความรำคาญทำให้ยุนโฮที่เดินตามมาทันแล้วหยุดยืนตรงหน้าพอดีพลางฉีกยิ้มกว้างจนดวงตาเล็กหยี
“ก็ฉันเป็นห่วงความปลอดภัยของนายนี่
แล้วนี่มันก็ดึกแล้วด้วย ฉันกลัวว่านายจะโดนคนบ้ากามฉุดไปทำมิดีมิร้ายเพราะคิดว่านายเป็นผู้หญิง”
“ไอ้คน....”
“อีกอย่างฉันเป็นคนพานายไปเที่ยวจนต้องกลับบ้านจนดึกดื่นแบบนี้
ฉันก็ต้องรับผิดชอบพานายมาส่งเพื่อความไม่ประมาทในความปลอดภัยของนายสิ” ยุนโฮสาธยายยาวเหยียดให้แจจุงฟังพลางฉีกยิ้มกว้างให้อีกครั้ง แจจุงมองใบหน้าคมทะเล้นก่อนจะส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
คงจะห้ามไม่ได้สินะเพราะถึงจะห้ามไม่ให้นายตามมายังไง นายก็ยังจะดึงดันตามมาอยู่ดี
“อยากทำอะไรก็เชิญ” แจจุงว่าสั้นๆ ก่อนหันหลังกลับเดินต่อไป ยุนโฮยกยิ้มน้อยๆ อย่างมีชัยพลางสาวเท้าตามร่างบางไป
ร่างสูงรีบเดินไปอยู่ข้างๆ ร่างบางก่อนเอื้อมมือไปแย่งถุงเสื้อผ้า ข้าวของต่างๆ ของคนสวยมาถือไว้ซะเอง
ทำเอาเจ้าของถุงพวกนั้นหันมามองด้วยความสงสัย
“นายจะทำอะไรอีกล่ะ?”
“ฉันก็ช่วยนายถือของไง”
ยุนโฮบอกยิ้มๆ ขณะเดินถือของทั้งของตัวเองและร่างบางอย่างสบายอารมณ์
“ไม่ต้อง! ฉันถือเองได้” แจจุงสวนกลับพลางแย่งของของตัวเองคืน
แต่หากเจ้าตัวรีบหันตัวหลบไปได้ซะก่อน ไม่ยอมให้คนสวยแย่งของคืนไปง่ายๆ
“ยุนโฮ
เอามานะ.... นี่!”
“ฉันไม่เอาของของนายหรอกน่า
เพราะฉันก็มีเหมือนนายทุกอย่างนั้นแหละ”
“ฉันไม่ได้หมายถึงแบบนั้นนะ
เอามานี่!”
“ไม่เป็นไร
ฉันอยากถือให้นาย” ยุนโฮตัดบทเด็ดขาดก่อนจะเดินนำหน้าคนสวยไป
แจจุงมองตามแผ่นหลังกว้างอย่างหงุดหงิด ก่อนไม่ยอมแพ้เดินตามร่างสูงไปติดๆ
“นายรู้จักบ้านฉันรึไง?
ถึงได้เดินนำหน้าฉันเนี้ย” แจจุงตะโกนถามร่างสูงหันหน้ากลับมาพลางส่งยิ้มหวานให้ก่อนเอ่ย
“รู้สิ
ทำไมจะไม่รู้จักบ้านนายออกจะใหญ่โตมหึมาขนาดนั้น”
“นายรู้จักบ้านฉันได้ยังไง
ในเมื่อฉันไม่เคยพาใครมาหรือบอกใครเลยซักคน”
“ความลับ” ยุนโฮยิ้มเจ้าเลห์พลางเดินผิวปากไปเรื่อยๆ อย่างอารมณ์ดี
แจจุงมองแผ่นหลังนั้นด้วยคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวมากมาย ทำไมคนๆ นี้ถึงได้รู้จักบ้านเขาได้นะ
แถมวันนี้ยังทำตัวแปลกๆ อีกที่อยู่ๆ ชอง ยุนโฮ
ศัตรูตัวฉกาจสำหรับแจจุงมาชวนไปเที่ยว แถงยังเลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ
ซื้อของโน้นนี่ให้ทุกอย่าง น่าสงสัยชะมัด!
แล้วทั้งคู่ก็เดินมาถึงบ้านหลังใหญ่ที่แม้จะอยู่ในความสลัวของแสงที่ส่องมาจากเสาไฟข้างทาง
แต่ก็ไม่อาจบดบังรัศมีของความงามด้วยสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าบ้านไปได้
รูปปั้นขนาดมหึมาของสัตว์ที่ปราดเปรียวอย่างเพกาซัสตัวขาวตั้งเด่นหราอยู่กลางบ่อน้ำพุในท่วงท่ากำลังวิ่งเหยาะๆ
ยุนโฮมองหน้าบ้านของแจจุงแล้วก็อุทานออกมาอย่างตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ
ดวงตาเล็กหยีเบิกกว้างราวกับไม่เคยเห็นสิ่งที่มหัศจรรย์ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วเขาเห็นมันจนชินตาเสียด้วยซ้ำเพราะชอบแอบตามแจจุงเวลากลับบ้านแทบทุกวัน
“ขอบใจที่เป็นสตอกเกอร์ตามฉันมานะ
ชอง ยุนโฮ” แจจุงกล่าวขอบคุณก่อนจะหยิบของของตัวเองมาจากมือยุนโฮ
“แล้วฉันก็คงไม่สะดวกหากจะเชิญนายเข้าบ้าน
เพราะนี้มันก็ดึกมากแล้วด้วยนายควรจะรีบกลับบ้านไปซะ
เดี๋ยวคนที่บ้านนายจะเป็นห่วงเอา”
“ครับๆ
ทราบแล้วครับท่านคิม” ยุนโฮรับคำทะเล้นพลางส่งยิ้มให้น้อย ร่างบางมองใบหน้าหล่อเหลาแวบนึงก่อนจะหันหลังเดินเข้าบ้านไป
แต่หากเสียงทุ้มกลับโพล่งขึ้นดักคอเขาไว้ซะก่อน
“เดี๋ยวสิแจจุง”
“อะไรล่ะ?”
และใบหน้าหวานก็หันกลับมาตามคำเรียกด้วยความเซ็ง จะอะไรกันนักกันหนาว่ะ
“ราตรีสวัสดิ์
ฝันดีนะ”
“อืม
นายไปได้แล้วไปฉันจะเข้าบ้าน” แจจุงปัดมือส่งๆ ให้ยุนโฮก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านแต่ว่าไอ้คนหน้าหมีตัวดีก็ยังเรียกไว้อีกครั้ง
“แจจุง...”
“อะไรอีกล่ะ?” ร่างบางหันกลับอย่างหัวเสียพลางเบ้หน้าอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร
จะเรียกหาพระแสงอะไรวะ? คนยิ่งเหนื่อยๆ อยู่
อยากขึ้นไปพักผ่อนนะเว้ยมีอะไรจะพูดอีกว่ะ!
“คือฉัน.....
ให้นาย” ร่างสูงเอ่ยก่อนจะดึงมือของแจจุงมาค่อยๆ สวมเลทสีเงินวาวให้
ความมันวาวของมันเปล่งประกายจนทำให้แจจุงสังเกตได้ว่ามันมีตัวอักษรเล็กๆ สลักคำอะไรซักอย่างไว้อยู่
และนั้นก็ทำให้แจจุงยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ว่าทำไมมันต้องเป็นอักษรชื่อของตัวเองกับคนตรงหน้าด้วยแถมยังมีรูปหัวใจคั่นตรงกลางอีก
“อะไรของนาย?”
“เลทข้อมือ
ฉันให้นาย” ยุนโฮส่งยิ้มหวาน
“พอดีฉันไปทำตอนที่นายเดินซื้อเสื้อผ้าอยู่น่ะ
สวยใช่ไหมล่ะ?”
“ก็สวย....
สวยดี” แจจุงตอบพลางมองข้อมือซ้ายของตัวเองที่มีเลทสีเงินคล้องอยู่
มันดูเป็นเลทเรียบๆ ง่ายๆ ไม่มีลวดลายอะไรก็จริง แต่เมื่อมันขึ้นมาอยู่กับผิวขาวเนียนอมชมพูของเจ้าตัวแล้วกลับงดงามและมีราคาขึ้นมาเป็นกอง
ดูเด่นสะดุดตาและมีความหมายลึกซึ้งเวลามองจริงๆ
“แต่ฉันสงสัย
ทำไมนายต้องสลักเป็นชื่อของฉันกับนายด้วย แล้วอีกอย่าง.... ไอ้หัวใจตรงกลางนี่มันหมายความว่ายังไง? ฉันไม่เข้าใจ” ร่างบางเงยหน้าขึ้นถามยุนโฮซึ่งคนถูกถามก็ส่งยิ้มหวานให้อีกครั้งก่อนเอ่ยตอบ
“ก็ฉันอยากให้นายรู้ไว้ว่าฉันกับนายเป็นเพื่อนกัน
เราไม่ได้เป็นเพียงคนร่วมโลก แต่เราคือ ‘มิตรภาพ’ ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แม้ว่ามิตรภาพนั้นฉันกับนายจะสร้างมันขึ้นมาในเวลาสั้นๆ
ก็ตาม” ร่างสูงมองหน้าคนสวยที่กำลังใจจดใจจ่อกับการอธิบายของตัวเองก่อนจะพูดต่อ
“ส่วนหัวใจที่คั่นอยู่ตรงกลาง
มันก็ไม่มีอะไรพิเศษนักหรอก
แต่ว่าเวลามันมาอยู่ในที่ที่มันควรจะอยู่แล้วมันสามารถสื่ออะไรที่พิเศษออกมาได้มากมาย
เหมือนที่มันสื่อถึงมิตรภาพพิเศษระหว่างฉันกับนายไง มันหมายถึงว่า ‘ฉันรักนาย’ นะและนายก็รักฉันด้วย”
ยุนโฮว่าพลางจับมือของแจจุงขึ้นมา
สายตาคมจ้องลึกเข้าไปในแววตากลมราวกับกำลังพยายามสื่อความหมายอะไรบางอย่าง หากแต่คนสวยกลับชักมือกลับด้วยความตกใจ
ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเขินอาย
พูดอะไรออกมา
ไม่อายบ้างรึไงนะ! ฉันฟังยังอายเลย
“ยุนโฮ
วันนี้ฉันว่านายเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ นายเพี้ยนจนพูดอะไรที่มันไม่ใช่ความจริงออกมา
นายมันเพี้ยนขั้นเทพจริงๆ เลย”แจจุงพูดก่อนจะหลบหน้ามองไปทางอื่นปิดบังสีแก้มของตัวเอง
“นายกลับไปได้แล้วไป
ฉ... ฉัน.... ฉันจะขึ้นนอนแล้ว”
“เดี๋ยวสิแจจุง....”
“อะไรอีกเล่า! ถ่วงเวลาตลอดเลยนะ” แจจุงโววายอย่างไม่สบอารมณ์
เรียกหลายรอบแล้วนะเว้ย! มีอะไรก็รีบๆ พูดสิว่ะไอ้หน้าหมี!
“นายใส่ให้ฉันด้วยสิ” ยุนโฮว่าพลางยื่นเลทข้อมืออีกอันให้ หวังให้เจ้าของใบหน้าหวานใส่ให้ตัวเองบ้างเป็นการแลกเปลี่ยนกันเพราะเขาใส่ให้คนสวยแล้ว
คนสวยก็ต้องใส่คืนให้เขาด้วยไม่งั้นมันจะไม่เท่าเทียมกัน
“นายก็ใส่เองดิ
มีมือเหมือนกันนี่ นิ้วก็ไม่ได้ขาดซักหน่อย” ร่างบางตอบกวนๆ พลางพยายามยัดเลทใส่มือของยุนโฮ
แต่คนที่ยัดให้เมื่อกลับไม่ยอมรับไว้ซะอย่างนั้น
“นะแจจุง
เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้นะ.... พรุ่งนี้น่ะ” ยุนโฮเอ่ยเสียงแผ่ว
ใบหน้าคมซึมไปเล็กน้อยกับแววตาที่หมองลงอย่างเห็นได้ชัดกลับประโยคสุดท้ายที่เอ่ยออกมา
แต่ใบหน้าหวานก็ไม่ทันสังเกตเห็น
“นายใส่ให้ฉันหน่อยได้ไหม?” ยุนโฮขอร้องอีกครั้ง เขาอยากให้แจจุงสวมให้ด้วยตัวเองก่อนที่เขาจะไม่มีโอกาสให้คนตรงหน้าสวมให้
แต่ว่าแจจุงก็ยังดึงดันไม่ยอมใส่มันให้อยู่ดี
“พูดอะไรของนาย?
พรุ่งนี้นายก็ไปโรงเรียนไม่ใช่รึไง ฉันก็ไปทำไมเราจะไม่ได้เจอกัน
เดี๋ยวฉันใส่ให้นายพรุ่งนี้ก็ได้”
“นั้นสินะ....” สุดท้ายความพยายามของเขาก็ไม่เป็นผล ยุนโฮเอ่ยเสียงเบาเห็นด้วยแต่ใบหน้าคมก็ยังคงซึมอยู่เหมือนเดิม
ถึงกระนั้นก็พยายามที่จะปั้นหน้ายิ้มแย้มให้ร่างบางต่อ
“แล้วถ้านายไม่ใส่ให้ฉันล่ะ?”
“ฉันไม่ผิดคำพูดหรอกน่า
บอกว่าใส่ก็ใส่ให้สิ” แจจุงสัญญาก่อนจะยื่นเลทข้อมือคืนให้ยุนโฮ
“เอานี้เก็บไว้กับนายก่อน
พรุ่งนี้จะใส่ให้”
“ไม่เอา
ไว้กับนายนั้นแหละดีแล้ว” ยุนโฮบอกพลางให้เลทกับแจจุง
ร่างบางรับมันมาแต่โดยดีก่อนที่คนตรงหน้าจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“งั้นฉันไปก่อนนะ
วันนี้สนุกมากเลย แล้วก็นายสัญญาแล้วนะว่าจะใส่ให้ฉันด้วยตัวของนายเอง ห้ามผิดสัญญานะ”
ยุนโฮย้ำร่างบางก่อนจะวิ่งหายไปในความมืด
รอฉันนะ
รอจนกว่าฉันจะกลับมาแล้วนายจะเป็นคนใส่เลทนั้นให้ฉันด้วยตัวนายเอง แจจุง....
ร่างบางล้มกายลงบนเตียงภายในห้องนอนหรูของตัวเองพลางวางของทั้งหมดลงอย่างไม่ใส่ใจนัก
เปลือกตาทั้งสองข้างค่อยๆ ปิดลงช้าๆ พร้อมกับที่แขนเรียวยกขึ้นมาเกยหน้าผากพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยถึงเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วยความรู้สึกสับสน
ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคนอย่างชอง ยุนโฮถึงต้องมาทำดีกับเขา ทั้งๆ ที่ปกติแม้แต่จะเอ่ยปากคุยกันดีๆ
ซักครั้งยังแทบจะไม่เคยเลย แถมคำพูดแปลกๆ เมื่อกี้นี้อีกมันหมายความว่ายังไงกันนะที่ว่าเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกน่ะ
นายหมายถึงอะไร ยุนโฮ
“ที่นายพูดเมื่อกี้
นายต้องการบอกอะไรกับฉันกันแน่? ยุนโฮ”
*
บรรยากาศครึกครื้นในวันจบการศึกษาถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตเหมือนๆ
กับทุกปีที่ผ่านมา นักเรียนชั้นปีสุดท้ายต่างพากันมาร่วมงานกันอย่างคับคั่งเพราะนี้คือวันสุดท้ายแล้วที่พวกเขาจะได้อยู่ร่วมกัน
เพราะต่อจากนี้ไปแต่ละคนจะต้องมีวิถีชีวิตต่างกัน ทั้งคณะใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยใหม่
ทั้งเพื่อนหน้าใหม่ๆ ที่ถ้าเจอเพื่อนที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าเจอเพื่อนไม่ดีก็ถือว่าโชคร้าย
และบางทีโชคชะตาอาจทำให้พวกเขาไม่ได้เจอกันอีกเลยก็ได้
ในวันนี้ไม่เพียงแต่นักเรียนที่จบการศึกษาเท่านั้นที่มาร่วมงาน
ยังรวมไปถึงรุ่นน้องชั้นปีต่างๆ ด้วยที่มาร่วมแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ด้วยความเคารพ
พร้อมกับหอบหิ้วของที่ระลึกมากมายมามอบให้กับรุ่นพี่ที่ตัวเองปลื้มด้วย
และแน่นอนที่จะต้องมีการสารภาพรักกับรุ่นพี่ที่ตัวเองชอบด้วยเช่นกัน
มันกลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติต่อๆ กันมาในรั้วโรงเรียนแห่งนี้แล้ว
แจจุงเดินเข้ามาในงานตั้งแต่เช้าตรู่เพราะคำสั่งของอาจารย์ที่ปรึกษาที่บอกไว้เมื่อวานนี้และเมื่อเดินเข้ามาบรรยากาศแห่งความยินดีก็ปะทะเข้าเต็มๆ
แต่กระนั้นแจจุงกลับเลือกที่จะหลบมุมมานั่งอยู่คนเดียวใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างหอประชุมที่จัดงาน
เพราะนิสัยของตัวเองที่ไม่ค่อยจะสนใจกับบรรยากาศที่มีคนเยอะๆ แบบนี้ซักเท่าไหร่
แจจุงหย่อนกายนั่งลงบนม้าหินอ่อนสีขาวพลางเหม่อมองไปข้างหน้า
ลมเอื่อยๆ พัดเข้ามาปะทะกับร่างทำให้แจจุงรู้สึกดีขึ้น
แต่กระนั้นก็ยังคงบ่นอุบอิบที่ต้องมาโรงเรียนแต่เช้าตามคำสั่งของอาจารย์ทั้งๆ ที่เจ้าตัวคนที่สั่งกลับมาสายซะเอง
“บ้าจริงๆ
เลย อาจารย์เป็นคนพูดเองแท้ๆ ว่าให้มาแต่เช้า แต่ตัวเองดันมาสายแล้วจะสั่งคนอื่นให้รีบมาทำไมตัวเองยังทำให้ดูไม่ได้เลย” ร่างบางพึมพำอย่างไม่ชอบใจ เพราะเขาไม่ชอบการผิดคำพูดกับใครหรือให้ใครมาผิดคำพูดกับเขา
แม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใครก็ตามพูดแล้วก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองพูดไป
นี่แหละคือนิสัยของคนอย่างคิม แจจุง
“นักเรียนชั้นม.ปลายปีสุดท้าย
ที่จะเข้าพิธีจบการศึกษาในวันนี้
ขอให้นักเรียนทุกคนเข้าหอประชุมใหญ่เพื่อทำพิธีได้แล้วคะ” เสียงประกาศตามสายของอาจารย์ห้องประชาสัมพันธ์ดังขึ้น
แจจุงสะดุ้งตัวตื่นจากภวังค์ความคิดพลางถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในงาน
งานจบการศึกษาของนักเรียนชั้นม.ปลายเริ่มขึ้นโดยผู้อำนวยการโรงเรียนปาร์ค
ยูชอนขึ้นมากล่าวแสดงความยินดีกับนักเรียนชั้นปีสุดท้ายและอวยพรให้นักเรียนที่จบการศึกษาทุกคนได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่เลือกไว้
ต่อจากนั้นจึงเป็นการมอบใบประกาษณียบัตรแก่นักเรียนดีเด่นที่ประพฤติตัวดี
ผลการเรียนดี และมีความมานะพยายามในการเรียน
ซึ่งก็คือนักเรียนตัวอย่างสองสมัยซ้อนอย่างชิม ชางมิน เพื่อร่วมชั้นที่อยู่ห้อง A ของแจจุง
และสุดท้ายก็เป็นการมอบวุฒิบัตรจบการศึกษาแก่นักเรียนที่จะจบการศึกษาในวันนี้ทั้งหมด
ก่อนที่อาจารย์คิม จุนซู ที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรในงานวันนี้จะกล่าวแสดงความยินดีแก่นักเรียนเล็กน้อยและกล่าวรายงานจบพิธีการศึกษาเป็นอันเสร็จพิธี
“ซีวอน
นายเห็นเพื่อนนายบ้างไหม?” แจจุงวิ่งเข้าไปถามหนุ่มร่างสูงที่จุบกลุ่มยืนคุยอยู่กับเพื่อนหลังจบพิธีจบการศึกษา
“ใครอ่ะ?
เพื่อนฉันมีตั้งหลายคน”
“ก็ยุนโฮ
เพื่อนสนิทของนาย”
“ไม่เห็นหรอก
ตั้งแต่เช้าแล้วฉันยังไม่เห็นมันเลย” ซีวอนตอบพลางทำหน้าสงสัยเช่นกัน
ทำไมไอ้ยุนมันถึงยังไม่มาว่ะ พิธีก็จบไปแล้วด้วยปกติมันไม่ใช่คนแบบนี้นี่หว่า
ร่างสูงคิดก่อนจะนึกขึ้นได้
“ลองไปหาฮันคยองดูสิ
เผื่อหมอนั้นจะอยู่กับไอ้ฮัน”
“เหรอ
ขอบใจนะ”
“เอ้อ!
ว่าแต่นายเหอะตามหามันทำไม?” ซีวอนถามอย่างงๆ
เพราะเป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าคิม แจจุง เป็นศัตรูตัวร้ายกับชอง ยุนโฮ
“เปล่าหรอก
ไม่มีอะไรฉันไปก่อนนะ” ว่าแล้วร่างบางก็วิ่งหายไปทันที
ปล่อยให้ซีวอนมองตามด้วยความสงสัยต่อไป
แจจุงตามหาฮันคยองอย่างเอาเป็นเอาตายทั่วโรงเรียนตามคำแนะนำของซีวอนว่าไอ้คนหน้าหมีอาจจะอยู่กับฮันคยองก็ได้
จนในที่สุดร่างบางก็เจอนักเรียนทุนแลกเปลี่ยนจากประเทศจีนยืนม้อสาวๆ รุ่นน้องอยู่หน้าโรงเรียน
พอกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวฮันคยองกลับไม่มีวี่แววของคนที่ตามหาเลยซักนิด มีแต่นักเรียนหญิงรายล้อมตัวฮันคยองเต็มไปหมด
“ฮันคยอง!”
“อ้าวแจจุง
มีอะไรรึเปล่าถึงวิ่งหน้าตั้งมาขนาดนั้น?” ฮันคยองถามพลางละความสนใจมาที่คนสวยที่วิ่งมาหาเขาทันที
ทำเอาสาวๆ รุ่นน้องจ้องร่างบางอย่างไม่วางตาอย่างไม่พอใจ
“ยุนโฮได้อยู่กับนายไหม?”
“ไม่นะ
ตั้งแต่เช้าแล้วมันยังไม่โผล่หัวมาเลย โทรไปก็ไม่ติด” ฮันคยองตอบก่อนถามแจจุงกลับ
“นายมีอะไรกับยุนโฮมันเหรอ?”
“ป....
เปล่าๆ ฉันแค่อยากรู้เฉยๆ เอ่อ.... ขอบใจนะ”
แจจุงตัดบทเพราะไม่อยากอยู่กับฮันคยองนานไปมากกว่านี้โดยที่มีแววตาอาฆาตร้ายแรงจ้องอย่างไม่วางตาเป็นสิบๆ
คู่ ก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงออกมาที่ใต้ต้นไม้ต้นเดิมที่เขาแอบมานั่งเมื่อเช้านี้
ร่าบางหย่อนกายลงบนเก้าอี้ไม้หินอ่อนก่อนพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด
“นายหายไปไหนนะ?
ยุนโฮ” ร่างบางสบถอย่างโมโหก่อนจะล้วงหยิบเลทสีมันวาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อของตัวเอง
ดวงตาคู่งามจดจ้องอยู่ที่อักษรที่สลักชื่อของตัวเองและยุนโฮอย่างไม่สบอารมณ์ ทั้งๆ
ที่ตัวเองเป็นคนพูดแท้ๆ ว่าจะให้ฉันใส่เลทนี้ให้วันนี้ แต่ตัวเองกลับเบี้ยวไม่ยอมมาซะงั้น
แล้วนายจะมาฝากไว้กับฉันทำไม ฉันไม่ใช่ที่รับฝากของของใครนะ
เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้นะ
พรุ่งนี้น่ะ.....

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น